แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนมเค็กญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขนมเค็กญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 6

โตเกียว เทรนด์ดี 6
ความนิยมชมชอบในการทานขนมเค็กของบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในญี่ปุ่นนั้น ค่อนข้างจะเป็นกันเอามากครับ บรรดาร้านดังๆ ต่างก็มีคุณแม่บ้านหรือคุณพนักงานสาวๆ มาอุดหนุนกันอย่างเนืองแน่น ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะก็ รอคิวกันครึ่งชั่วโมงนี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาครับ บางคนไม่อยากนั่งทานที่ร้านก็จะซื้อกลับไปทานที่บ้านหรือซื้อไปเป็นของฝากก็สามารถครับ แถมยังมีการบรรจุอย่างดีเยี่ยมกันการกระแทกและยังมีเจลที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเค็กให้คงความสดใหม่เหมือนทานอยู่ในร้าน ใส่มาให้อีก
มีแบรนด์นึงที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แถมมีเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าอยู่มากมาย เฉพาะในโตเกียวก็8แห่ง โอซาก้า13 แห่ง รวมๆทั้งญี่ปุ่นแล้วก็ประมาณ40กว่าแห่งครับ เวลาเดินไปเดินมาในห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะแผนกขนมหวาน แล้วเห็นคนถือถุงที่มีตัวอักษร C โดดๆอยู่กลางถุงละก็ พอจะอนุมานได้ว่านั่นเป็นถุงของร้าน HENRI CHARPENTIER (คนญี่ปุ่นอ่านว่า อันรี-ชารุปันตีเย) ซึ่งเป็นสัญชาติฝรั่งเศสเช่นเดียวกันกับ DALLOYAU
HENRI CHARPENTIER เป็นร้านที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นพื้นฐานของการทำขนมอย่างเนยและครีม บนความเชื่อที่ว่า รสชาติของขนมที่ดีที่สุดต้องริ่มต้นจากเนย จึงทำให้เกิดกระบวนการผลิตเนยโดยใช้น้ำนมดิบจากแม่วัวพันธุ์ดีของเมืองNUITA เมืองเล็กๆทางฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโด ซึ่งมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกันกับแคว้นนอร์มังดี อันเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูงของฝรั่งเศส แล้วเพิ่มกรดแล็คติคลงไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดเนื้อครีมในปริมาณสูงตามสูตรดั้งเดิม ทำให้รสชาติของเนยที่ได้นั้น อุดมไปด้วยความหวานมันแต่อ่อนนุ่มและบางเบา ขนมที่ใช้เนยสูตรดั้งเดิมจึงให้รสสัมผัสที่แตกต่างจากการใช้เนยธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
เรื่องแบบนี้ต้องขอยกให้ญี่ปุ่นเค้าเลยนะครับ หลายท่านคงคุ้นเคยจากการชมรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของคนญี่ปุ่นในอันที่จะกระทำการใดๆให้สำเร็จลุล่วงบนคุณภาพที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่า ซึ่งบางครั้งแทบจะไม่น่าเชื่อว่า การเสาะหาภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเลี้ยงวัวนมเพื่อให้ได้น้ำนมในคุณภาพสูง การเสาะหาแหล่งน้ำธรรมชาติบริสุทธิเพื่อปรุงกลั่นสุราเลิศรส  หรือการคัดเลือกเมล็ดข้าวพันธุ์ดีเพื่อทำข้าวซูชิชั้นเยี่ยม จะยากลำบากเพียงนั้น แต่พวกเค้าก็พกพาจิตวิญญานของมืออาชีพ นำสิ่งดีเยี่ยมเหล่านั้นกลับมาปรุงแต่งให้ลูกค้าของเค้าได้ชิมกันอย่างไม่รู้จบ
HENRI CHARPENTIER ได้เปิดร้านหลัก เชิดหน้าชูแบรนด์ขึ้นที่กินซ่าบล็อค2 (2-8-20 GINZA) อยู่เลยร้านเครื่องเขียน ITO-YAไปเล็กน้อย แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยไปหน่อยนึง ก็จะเจออาคารโมเดิร์นคลาสสิคสีเทาอยู่ตรงหัวมุม ดูยังไงก็ไม่ใช่ร้านเค็กแน่ๆ แต่ป้ายชื่อร้านมันฟ้องว่าใช่ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ก็ให้ความรู้สึกที่เรียบหรู ขนมเค็กต่างๆเรียงรายอยู่ในตู้กระจกด้านซ้ายมือดูละลานตา รอให้ท่านเลือกซื้อกลับไปอิ่มเอมที่บ้านกับครอบครัว
แต่หากท่านต้องการจะนั่งทานในร้าน ก็แค่เดินลงบันไดด้านขวามือไปยังชั้นใต้ดิน ผ่านโถงจำลองที่ตกแต่งให้เหมือนกับห้องสมุดที่ดูเคร่งขรึมแต่จัดจ้านด้วยสีสันของบรรดาหนังสือสันหนาสีชมพูสดเรียงรายสลับกับคู่มือทำขนมและอาหาร ผ่านไปยังส่วนรับรองลูกค้าที่ยังคงความเรียบด้วยผนังสีครีมและโต๊ะขนาดเล็กสีน้ำตาลไหม้ สลับกับชุดโซฟาสีชมพูสดที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับห้อง
เครป SHUZETTO 1ในเมนูขึ้นชื่อที่สุดของ HENRI CHARPENTIER ที่คุณสามารถสั่งทานได้เฉพาะที่ร้านเท่านั้น เจ้าหน้าที่จะเข็นรถทำครัวเล็กๆมาปรุงให้ท่านได้ทานกันถึงข้างโต๊ะเลย  แป้งเครปหวานนุ่มถูกราดด้วยซอสส้มที่อุ่นจนร้อน ออกรสหวานปนฝาดนิดๆ เพิ่มความกลมกล่อมให้กับเครปจานนี้ ไม่เสียดายกับราคา 1,575เยนเลย  อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด LEMON TARTE รสหวานอมเปรี้ยวชิ้นขนาดพอคำกับราคา 473เยน  ทานกับน้ำชายามบ่าย ให้ความรู้สึกที่สดชื่น มีเรี่ยวแรงช้อปต่อได้อีกหลายชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีร้านดังอีกมากมายในย่านกินซ่า ให้คุณได้ชิมกันอย่างจุใจ  เช่น SHISEIDO PARLOURที่กินซ่าบล็อค8 (8-8-5 GINZA)  WAKO GOURMET& CAKE SHOPที่กินซ่าบล็อค4 (4-5-11 GINZA)  GINZA SEMBIKIYAที่กินซ่าบล็อค5 (5-5-1 GINZA) ถ้าไม่กลัวอ้วน ก็ลุยกันต่อเลยครับ
จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 5

โตเกียว เทรนด์ดี 5
                หลังจากแนะนำร้านอาหารในย่านกินซ่ามาสองสัปดาห์แล้ว บรรดาสาวๆผู้นิยมขนมหวานคงบ่นน้อยใจ เพราะที่กินซ่านี้ อุดมไปด้วยร้านขนมทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม แบบญี่ปุ่นประยุกต์ และแบบนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง ซึ่งแต่ละร้าน ถ้าไม่มีชื่อเสียงและคุณภาพระดับเยี่ยมแล้วล่ะก็  อย่าหวังว่าจะมีที่ยืนอยู่ในย่านกินซ่าได้อย่างมั่นคง
                ร้านแรกที่จะแนะนำ เป็นร้านดาโลไวโย ( DALLOYAU ) ร้านนำเข้าจากฝรั่งเศส ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่14 แห่งราชสำนักแวร์ซายโน่น และมาเป็นตัวเป็นตนชัดเจนก็ประมาณปี ค.ศ.1802 และได้รังสรรค์ขนมหวานที่ชื่อโอเปร่า (OPERA) ขึ้นในปี 1955 ให้โด่งดังไปทั่วอาณาจักรขนมหวานของกรุงปารีส
ร้านดาโลไวโย เข้ามาผาดโผนในยุทธจักรขนมหวานของญี่ปุ่นเมื่อปี 1982  และสามารถเบียดแทรกตัวเองเข้าสู่แถวหน้าของร้านขนมหวานในญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ  มีทั้งร้านและเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าทั่วญี่ปุ่นรวมกันสิบกว่าแห่ง โดยมีร้านที่กินซ่าเป็นร้านหลัก คอยเชิดหน้าชูตาอยู่ที่ กินซ่าบล็อก6 (6-9-3 GINZA) ชั้นล่างก็จะเป็นตู้โชว์บรรดาขนมขึ้นชื่อต่างๆ ให้ท่านสามารถเลือกชมและซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านได้
 ที่โดดเด่นและขายดีที่สุดก็ต้อง โอเปร่า จุดเด่นของโอเปร่านั้นอยู่ที่แผ่นทองคำเปลวชิ้นเล็กๆบนเค้กช็อกโกแลตชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีคำ เนื้อเค้กนุ่มแต่แน่น โดยที่แต่ละเลเยอร์ ประกอบด้วยรสชาติที่แตกต่างกันของอัลมอนด์ กาแฟ และช็อกโกแลต ด้านบนของชิ้นเค้กเป็นแผ่นช็อกโกแลตบางรสหวานอมขมนิดๆ ให้รสสัมผัสของช็อกโกแลตอย่างแท้จริง เมื่อผสานรสชาติทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงทำให้ โอเปร่า ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของร้านดาโลไวโยมาตลอด ในราคาชิ้นขนาดพอคำที่ 473เยน
  นอกจากโอเปร่าแล้ว มากาฮง (MACARON) หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า มาการง ขนมที่ทำจากไข่ขาว แป้งอัลมอนด์และน้ำตาล มีลักษณะเหมือนคุ๊กกี้ทรงครึ่งวงกลมประกบกัน มีใส้อยู่ตรงกลาง และมีสีสันละลานตา ตามแต่รสชาติ ก็เป็นดาวเด่นอีกดวงของร้านดาโลไวโยครับ เพราะตระกูลดาโลไวโยเป็นผู้ริเริ่มและเสิรฟขนมชนิดนี้ในราชสำนักแวร์ซายมาก่อนใคร จนในปัจจุบัน กลายเป็นหนึ่งในขนมยอดนิยมของชาวปารีเซี่ยนไปแล้ว
 สำหรับขนมชนิดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ลูกสาวของผมครับ  เพราะยัยลูกสาวคนนี้ของผมเนี่ย เห็นเจ้าขนมมากาฮงไม่ได้ เป็นต้องร้องชิมแทบจะทุกครั้งโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นร้านอะไร มีชื่อเสียงหรือไม่  ระยะหลังผมถึงมาสังเกตุเห็นว่าถ้าผ่านหรือเห็นร้านดาโลไวโยทีไร เป็นไม่พลาดที่จะต้องขอแวบไปซื้อเจ้าขนมมากาฮงมากินแทบทุกครั้งไป ถามไปก็ได้ความว่า อร่อยกว่าหลายๆร้านที่เคยชิมมาครับ เพราะรสชาติไม่หวานเลี่ยน แถมนุ่มกำลังดี เพราะบางร้านก็นุ่มเกินไปและบางเจ้าก็แข็งเกินพอดี  ราคาความอร่อยระดับนี้ แค่ชิ้นละ158เยนเท่านั้น มีให้เลือก6รส ใครชอบรสไหนเลือกกันตามสบาย แต่สำหรับลูกสาวผม เหมาครบทุกรสครับ
อีกหนึ่งความอร่อยที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนชอบขนมสอดไส้ครีม (CHU-CREAM)  ที่ดาโลไวโยนี้เขาได้คิดค้นขนมสอดไส้ครีมที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม เรียกว่า CHU CUBIC ก็ชูครีมที่มีรูปทรงลูกบาศก์นั่นแหละ มองปราดแรกไม่สะดุดตาครับ เป็นขนมก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนขนมปังชิ้นเล็กๆโรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่งมีช็อกโกแลตแท่งจิ๋ววางขนานอยู่ที่ขอบด้านล่าง แต่เพราะมันดูธรรมดาเกินไป ก็เลยลองสั่งมาชิมดู บอกได้เลยครับว่าไม่ผิดหวัง เนื้อแป้งที่ห่อใส้ครีมไว้นั้นแตกต่างจากเนื้อแป้งของชูครีมที่เราคุ้นเคย  เพราะเค้าดัดแปลงเนื้อแป้งให้แน่นขึ้นไม่เปราะบาง เวลาทานจะได้ไม่มีเศษแป้งร่วงหล่นให้รำคาญใจ ส่วนใส้ครีมคัสตาดด้านใน ก็เข้มข้นแต่ไม่หวานจัดจ้าน ถ้าอยากลิ้มลองความอร่อยระดับนี้ ก็ต้องจ่ายในราคาก้อนละ630เยน
ส่วนผมเอง ชอบที่จะขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง แล้วสั่งโอเปร่ากับCHU CUBICมานั่งทาน พร้อมทั้งละเลียดลาเต้ ชมบรรยากาศในร้าน ที่อุดมไปด้วยสาวน้อยและสาวใหญ่ เพลินตาและเพลินใจดีครับ เพราะบรรดาร้านขนมในญี่ปุ่นทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่มีคุณลูกค้าขาประจำเป็นคุณสุภาพสตรีมากกว่าคุณสุภาพบุรุษแทบทั้งสิ้น ก็สังคมญี่ปุ่นนั้นคุญสุภาพบุรุษมีหน้าที่เป็นผู้หารายได้หลัก ส่วนคุณภรรยาก็มีหน้าที่จัดสรรรายได้นั้นให้เหมาะสมกับครอบครัว  และแน่นอนว่า ค่าขนมและค่าชากาแฟยามบ่าย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

                            จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์