แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 20

โตเกียว เทรนด์ดี 20
          สัปดาห์นี้พาคุณผู้อ่านเดินมาจนถึงฮาราจูกุเสียที แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยคงสงสัยว่า ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คิดไว้  ไม่เห็นมีเด็กวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆ ไม่เห็นมีซอยแน่นๆคนเดินเบียดกัน เหมือนที่เห็นในนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์เลย อย่าเพิ่งใจร้อนครับ เพราะว่าผมค่อยๆพาคุณเดินมาจากชิบุยะ จะได้เห็นอะไรต่อมิอะไรครบไม่ตกหล่น ภาพของย่านฮาราจูกุที่คุณๆคุ้นเคยนั้นอยู่คนละด้านกับที่ผมพามา ฮาราจูกุแถบที่คุณๆคุ้นกันนั้นอยู่ฝั่งสถานีรถไฟJR ที่ติดกับทางเข้าศาลเจ้าเมจิ  พอออกจากสถานีมาก็จะเจอกับถนนทาเคชิตะ (Takeshita-Dori) ตรงนั้นแหละครับถนนแน่นๆที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนไป แต่เชื่อมั้ยครับว่า เอาเข้าจริงๆแล้วบนถนนเส้นนั้นกลับซื้ออะไรไม่ค่อยจะได้ ถ้ายังไม่ลืม ผมเคยให้ข้อมูลไว้ว่าย่านฮาราจูกุ โดยเฉพาะที่ถนนทาเคชิตะนี้เป็นย่านของเด็กมัธยมต้น ข้าวของที่วางขายอยู่บนถนนเส้นนี้ก็เลยตอบโจทย์ของน้องๆมัธยมไปกว่าครึ่ง รุ่นโตขึ้นไปหน่อยก็อาจจะหาเสื้อผ้าได้บ้างแต่ยากสักนิด ยิ่งรุ่นใหญ่แล้วละก็ลืมไปได้เลยครับ ร้านที่พอจะให้เสียเงินเสียทองได้ก็คงจะมีแค่ ร้านDAISO เจ้าพ่อร้าน100เยนอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเท่านั้นแหละครับ
แต่ขึ้นชื่อว่าฮาราจูกุแล้ว ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง เพราะเมื่อเดินจากย่านชิบุยะเรื่อยมาตามถนนเมจิจนถึงสี่แยกที่เป็นจุดตัดระหว่างถนนเมจิกับถนนโอโมเทะซันโดแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยที่ไม่สามารถบรรยายได้หากไม่ได้ไปเห็นด้วยตา เพราะถ้าคุณไปยืนตรงกลางสี่แยกแล้ว ผมเชื่อว่าคุณจะต้องลำบากในการตัดสินใจว่าจะเลือกไปในทิศทางไหน มองไปข้างหน้าก็น่าเดิน มองไปทางซ้ายก็น่าไป มองไปทางขวาก็น่าลอง เอ! แล้วจะเดินอย่างไรให้มันทั่วละเนี่ย 
เอาอย่างนี้ครับ มาปูพื้นฐานกันก่อนดีกว่า พื้นที่ตรงที่เรียกว่าฮาราจูกุนี้ ตั้งอยู่ในแขวงจิงกูมาเอะ (Jingumae)ของเขตชิบุยะครับ จิงกู(Jingu)แปลว่าศาลเจ้า มาเอะ(mae)แปลว่าด้านหน้า แปลรวมกันก็คือพื้นที่ด้านหน้าศาลเจ้า เพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจินั่นเอง  ในแขวงจิงกูมาเอะนั้นแบ่งย่อยๆออกเป็น 6บล็อกด้วยกัน โดยมีถนนเมจิผ่ากลางย่านฮาราจูกุตามแนวตั้ง และมีถนนโอโมเทะซันโดตัดขวางกลางย่านฮาราจูกุอีกเช่นกัน ทำให้แบ่งย่านฮาราจูกุออกเป็น4ส่วน โดยมีสี่แยกฮาราจูกุนี้แหละครับเป็นศูนย์กลาง ส่วนแรกเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแขวงนี้คือ จิงกูมาเอะ บล็อก1 (Jingumae 1) คือพื้นที่ส่วนที่อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจิมากที่สุด กินอาณาบริเวณระหว่างด้านหน้าสถานีรถไฟJR กับฝั่งซ้ายของถนนเมจิ และมาสุดด้านล่างที่ถนนโอโมเทะซันโด  ส่วนพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบล็อก1 ระหว่างถนนเมจิฝั่งขวาไล่ลงมาชนกับถนนโอโมเทะซันโดที่ด้านล่างก็เป็น จิงกูมาเอะ บล็อก 2 จนถึงบล็อก4 (Jingumae 2,3,4) และพื้นที่ฝั่งด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดลงมาก็จะเป็นจิงกูมาเอะ บล็อก5 (Jingumae 5)ทางด้านขวาของถนนเมจิ และบล็อก6 (Jingumae 6)ทางฝั่งซ้ายซ้ายของถนนเมจิ  พอคุณผู้อ่านเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ทีนี้จะเดินให้ทั่วย่านฮาราจูกุก็ไม่ยาก จะไปไหนก็ให้ยึดสี่แยกฮาราจูกุเป็นหลัก  ถ้าติดตามกันมาตลอด คงจำกันได้ว่า 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พาคุณผู้อ่านเดินผ่านร้านรวงทั้งหลายตั้งแต่Paul Smith ไล่เรียงขึ้นมาจนถึงร้านUT ก็อยู่ในพื้นที่ของจิงกูมาเอะ บล็อก5 และบล็อก6 ทางด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดนั่นเองครับ
วันนี้เอาเฉพาะตรงสี่แยกนี้ก็ไปไหนต่อไม่ไหวแล้วครับ เริ่มกำหนดตำแหน่งกันก่อน ถ้าคุณยืนอยู่ตรงกลางสี่แยกให้หันหน้าไปทางตึกLaforet และตึกGAP  ซ้ายมือและขวามือของคุณก็จะเป็นถนนโอโมเทะซันโด ส่วนด้านหน้าและด้านหลังของคุณคือถนนเมจิ  เราจะเริ่มต้นตระเวณสำรวจกันที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 ซึ่งก็คือพื้นที่ทางด้านหน้าฝั่งซ้ายมือของคุณทั้งหมด โดยมีตึกLaforet เป็นจุดเริ่มต้น  ถ้าตึกSHIBUYA 109 เป็นสัญลักษณ์ของย่านชิบุยะ ตึกLaforet ก็คือแลนด์มาร์คของย่านฮาราจูกุครับ ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี1978 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นวัยรุ่นที่นำและล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว บนอาคารสูง6ชั้นและชั้นใต้ดินอีก3ชั้น อัดแน่นไปด้วยเทรนด์แฟชั่นผ่านร้านเสื้อผ้ากว่า120ร้าน เกือบจะทั้งหมดเป็นแฟชั่นของคุณสุภาพสตรีมีของคุณสุภาพบุรุษบ้างพอให้ไม่เหงา และส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่น  ซื้อกลับมาแล้วไม่ต้องกลัวใส่ชนกับใคร เพราะเดินตึกนี้ทีไรไม่ค่อยเจอคนไทยมากนัก อาจเป็นเพราะรอบข้างและใกล้เคียง มีร้านรวงให้เดินกันไม่หวาดไม่ไหว  ร้านเด่นดังคู่ตึกLaforet และเป็นที่รู้จักของนักช้อปชาวไทยคงหนีไม่พ้นร้านTOPSHOP / TOPMAN  จากแดนผู้ดี ที่ตอนนี้ก็มีมาเปิดที่Central World บ้านเราด้วยเช่นกัน แต่ที่ฮาราจูกุนี้มีของให้เลือกมากกว่าและคัดของมาได้โดนใจกว่า โดยเฉพาะเสื้อยืดของที่นี่ลายเค้าเฉียบเหลือรับประทาน  ส่วนคุณสาวๆที่เป็นแฟนประจำของคุณ Kate Moss อย่ารอเฉย สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปหยิบฉวยคอลเล็คชั่นล่าสุดของเธอมาไว้ในครอบครอง โดยเฉพาะรุ่น Limited Edition ที่คุณจะสวยได้แบบมั่นใจว่าไปงานไหนไม่มีชนแน่นอน
 แค่เดินในตึกLaforetเพียงแห่งเดียว  คุณอาจจะต้องรีบกลับโรงแรมก่อนกำหนด เพราะถ้าหากยังฝืนเดินต่อไป คงจะไม่มีมือให้ถือของได้อีกเลย

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 18


โตเกียว เทรนด์ดี 18
          จากหน้าร้าน 45rpm เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะเจอทางแยกเข้าซอย ให้เดินข้ามทางแยกนี้ขึ้นไปตามถนนเมจิ ก็จะพบกับร้านPaul Smith แบรนด์เก๋ๆเท่ๆจากเกาะอังกฤษ โดดเด่นด้วยลายเส้นหลากสี (Multi Strips) ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาลุยตลาดญี่ปุ่น จนเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวชาวอาทิตย์อุทัยไปทั่วเกาะ และสามารถลงหลักปักฐานขยายสาขาทั่วญี่ปุ่นไปแล้วถึง200กว่าสาขา และมีแบรนด์ย่อยแยกตามกลุ่มสินค้าอีกเพียบ เช่น PS Paul Smith, Paul Smith JEANS, R.NEWBOLD สำหรับคุณผู้ชาย หรือ Paul Smith BLACK, Pual by Paul Smith (Paul x) สำหรับคุณผู้หญิง เวลาจะเข้าร้านโปรดสังเกตุแบรนด์หรือป้ายหน้าร้านนิดนึงนะครับว่าเป็นของคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิง เพราะหลายท่านพลาดมาเยอะแล้ว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าทุกร้านจะมีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง          
ร้านPaul Smith บนถนนเมจินี้เป็น Flagship Store ใครตามหาสินค้าออกใหม่รุ่นไหน มาที่นี่ไม่ค่อยผิดหวังครับ เพราะนอกจากเสื้อผ้าแล้ว องค์ประกอบความงามความหล่อก็ครบไลน์ ทั้ง รองเท้า กระเป๋า แว่นตา น้ำหอม ไม่เว้นแม้กระทั่งชั้นใน เรียกว่าถ้าเป็นสาวกแล้วละก็ ใส่Paul Smithครบทุกชิ้น ออกจากบ้านได้ไม่อายใครเลย แต่ร้านนี้เค้ามีแต่สินค้าสำหรับคุณผู้ชายล้วนๆ ส่วนคุณผู้หญิงก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะตอนนี้ Paul Smith เค้ากำลังจะออกCollectionใหม่สำหรับ PROJECT 10 รับรองว่าได้ซื้อกันอย่างหนำใจแน่ แต่ต้องเป็นแฟนกระโปรงสั้นเท่านั้นนะครับ  เพราะProject 10 ครั้งที่2นี้ เค้าออกแบบมาสำหรับสาวขาเรียวโดยเฉพาะ เป็นกระโปรงสั้น(Mini Skirt) พิมพ์ลายแตกต่างกันถึง 64ลาย แต่จำกัดเพียงลายละ10ตัวเท่านั้น ใครถึงก่อนมีสิทธิก่อน แล้วอย่างนี้คุณสาวๆขาสวยจะพลาดได้อย่างไร
                PROJECT 10  เป็นโครงการพิเศษของ Paul Smith ที่จะออกสินค้าที่จำกัดจำนวน(Limited Edition) แต่มีความพิเศษตรงที่สินค้าแต่ละชนิดจะมีลวดลายหลากหลาย แต่ละลวดลายจะจำกัดการผลิตเพียงแค่10ชิ้นเท่านั้น สินค้าแต่ละชิ้นจะมีหมายเลขลำดับ1-10 และจะถูกกำหนดให้วางขายเพียงแค่สาขาเดียวลายเดียวเท่านั้น     PROJECT 10 โครงการแรกเป็นกระเป๋าสะพายสำหรับคุณผู้ชายเรียกว่า PROJECT 10:BAG มีลวดลายทั้งสิ้น138ลาย ทยอยวางจำหน่ายสัปดาห์ละ10ลาย เริ่มตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมเองก็มีโอกาสได้ครอบครองมา1ใบ จากห้างไดมารุ สาขาชินไซบาชิที่โอซาก้า ตอนเห็นครั้งแรกที่เกียวโต ลายมันยังไม่ค่อนโดน แต่พอมาเจอที่โอซาก้านี่ใช่เลยครับ ปิ๊งแต่ไกลเพราะดูยังไงก็Paul Smith แต่เสียดายที่ได้หมายเลข 5 ถ้าไปเร็วกว่านี้อาจได้เลขสวยๆอย่างหมายเลข 1  7 หรือ 8 ก็ได้   โดยเฉพาะหมายเลข 7 นี่คนญี่ปุ่นนิยมกันมากเพราะเป็นลัคกี้นัมเบอร์ของเค้าเลย แต่ถ้าเป็นเลข 4  นี่ไม่ค่อยดีครับ เพราะเลข 4ในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่าชิ บังเอิญไปพ้องเสียงกับคำว่าชิ อีกคำที่แปลว่าตาย กระเป๋าที่มีหมายเลข 4 จึงมักจะเหลือเป็นใบท้ายๆเสมอ
หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากกระเป๋าของคุณผู้ชาย ใบไม้ร่วงปีนี้Paul Smith ก็ได้ฤกษ์เข็นโครงการที่2 มาให้สาวเปรี้ยวได้นุ่งสั้นท้าลมหนาวกัน PROJECT 10:MINI SKIRT กระโปรงสั้นพิมพ์ลายจะเริ่มทยอยวางจำหน่ายวันแรกในวันที่9ตุลาคมนี้ โดยจะมีลวดลายทั้งสิ้น64ลาย ในโตเกียวจะมีเพียงแค่15ลายและวางจำหน่ายในร้าน Pual by Paul Smith (Paul x) 13สาขาเท่านั้น ที่ใกล้ที่สุดก็ที่ห้างเซย์บุสาขาชิบุยะ และPaul Smith SPACE ย่านโอโมเทะซันโด แต่อย่าไปวันพุธนะครับเพราะเป็นวันหยุด หรือที่สาขาไดคันยามะ ซึ่งพิเศษกว่าสาขาที่อื่นตรงที่จะมีลายให้เลือกมากถึง3ลายและที่นี่เค้าปิดวันอังคาร  ส่วนย่านอื่นๆก็ยังมีที่
ห้างอิเซตันสาขาชินจูกุ  ห้างทาคาชิมายะสาขาชินจูกุและสาขาทามะงาว่า  ห้างมิตสุโกชิสาขากินซ่าและสาขา
นิฮอมบาชิ  ห้างฮังคิวสาขายูรัคโจ  ห้างไดมารุสาขามารุโนะอุจิ  ห้างโทบุสาขาอิเคะบุคุโร  ห้างเซย์บุสาขาอิเคะบุคุโระ และห้างแกรนด์ดูโอสาขาทาจิคาวะ แต่จำให้ขึ้นใจ ใครชอบลายไหนต้องไปสาขาที่มีลายนั้น เค้าไม่มีการขายข้ามสาขา
นอกจาก Flagship Store บนถนนเมจิแล้ว ในCat Street ก็ยังมีร้าน Paul Smith JEANS และR.NEWBOLD อีกด้วย ถ้าอยากลองแวะไปดู ก็แค่เดินออกจากร้าน Paul Smith แล้วก็เลี้ยวขวาไปตามถนนเมจิ จะเจอซอยแรก ก็สามารถเชื่อมไปCat Streetได้เลย เดินเข้าซอยนี้ไปนิดนึงแล้วเลี้ยวซ้ายไปหน่อยก็จะเจอทั้ง2ร้านตั้งอยู่เยื้องๆกัน

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 17

โตเกียว เทรนด์ดี 17
                ถนนตรงหน้าห้างBic Camera ก็คือถนนเมจิ (Meiji Dori) สังเกตุง่ายๆคือถ้ายืนอยู่หน้าห้างฯ ถนนที่มีรถวิ่งผ่านด้านคุณหน้านั่นแหละครับใช่เลย แต่ถ้าไม่แน่ใจก็ลองตรวจสอบดูก่อนว่าถนนเส้นนี้วิ่งขนานไปกับทางรถไฟยกระดับหรือเปล่า ถ้าใช่ละก็ไม่ผิดแน่ครับ ถนนเมจินี้เป็นถนนสายสำคัญ เป็นถนนสายหลักเส้นหนึ่งของกรุงโตเกียวเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นถนนที่วิ่งจากฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว โดยมีจุดเริ่มต้นแถวๆย่านเอบิสึ (Ebisu)วนขึ้นไปทางเหนือแล้วโค้งลงมาทางฝั่งตะวันออกจนสุดที่อ่าวโตเกียวแถบย่านชินคิบะ(Shin-Kiba) หรือจะเรียกว่าเป็นถนนวงแหวนชั้นในสุด คล้ายๆกับถนนรัชดาภิเษกของกรุงเทพฯเราก็ว่าได้
                ถนนเมจินี้วิ่งผ่านย่านสำคัญๆที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีอย่าง อิเคะบุคุโระ ชินจูกุ ฮาราจูกุ และชิบุยะ โดยวิ่งขนานไปกับทางรถไฟของเจอาร์สายยามาโนเทะ (JR Yamanote Line)ช่วงจากสถานีเอบิสึไปจนถึงสถานี
อิเคะบุคุโระ และยังมีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำตาล Fukutoshin line วิ่งอยู่ข้างใต้อีกด้วย  จากหน้าห้าง Bic Camera ถ้าหันหน้าออกไปทางถนนเมจิ  จะไปฮาราจูกุก็ไปทางซ้าย เดินไปครู่เดียวก็จะผ่านโรงแรมTokyu Inn เลยไปอีกนิดก็จะเจอสวนสาธารณะมิยะชิตะ(Miyashita Park) ส่วนที่1  พอข้ามทางแยกที่มีสัญญานไฟจราจรไปแล้ว  ก็ยังเป็นสวนสาธารณะมิยะชิตะอยู่แต่เป็นส่วนที่2 ซึ่งเป็นสวนที่แปลกดีครับ ความที่ย่านชิบุยะนี้เป็นเนินสลับกับทางราบ สวนฯมิยะชิตะช่วงนี้ก็เลยเป็นสวนฯยกระดับและเอาพื้นที่ด้านล่างใต้สวนฯมาทำเป็นที่จอดรถ ดูสิครับว่าญี่ปุ่นเค้าใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน ถนนช่วงนี้ร้านรวงยังดูไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่  ถือว่าเดินเบาๆเอาแรงเก็บไว้ก่อน พอใกล้จะสุดสวนฯให้คุณมองไปยังฝั่งตรงข้าม  จะเห็นถนนเล็กๆเส้นนึงแยกออกจากถนนเมจิไป ถนนนี้มีชื่อเต็มๆว่า Kyu Shibuya-River Street ซึ่งถ้าไปถามวัยรุ่นแถวนั้นคงสั่นหัวไม่รู้จักกันเป็นแน่ แต่ถ้าถามว่า Cat Street ละก็ตอบ ไฮ่ ไฮ่ ที่แปลว่าใช่ กันทุกคน
          Cat Street นั้นเริ่มต้นจากถนนเมจิช่วงฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะมิยะชิตะ ส่วนที่2 ลัดเลาะผ่านอาคารบ้านเรือนที่เงียบสงบไปตามแนวคลองเล็กๆที่ปัจจุบันถูกถมจนเหลือแค่ทางระบายน้ำ ไปจนออกที่ถนนโอโมเทะซันโด(Omote Sando) แล้วทะลุข้ามไปฝั่งฮาราจูกุได้ เพราะเคยเป็นส่วนที่เงียบสงบมาก่อนก็เลยทำให้ถนนเล็กๆสายนี้มีเจ้าแมวเหมียวมาพำนักอาศัยและเดินเล่นเพ่นพ่านให้เห็นอยู่เป็นประจำ จนคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นพากันเรียกถนนเล็กๆสายนี้ว่า Cat Street จนติดปากมาถึงทุกวันนี้ และถนนแมวเหมียว หรือ Cat Street นี้เป็นหนึ่งในถนนสายที่ผมชอบมาก เพราะไม่พลุกพล่านเหมาะกับการเดินเล่นดูดน่นนี่นั่นแต่ในความสงบของถนนสายนี้มีสิ่งที่สยบความเคลื่อนไหวได้อย่างชงัด นั่นก็คือร้านขายสินค้าแบรนด์แนมระดับโลก และระดับท้องถิ่นให้คุณช้อปได้ในบรรยากาศเงียบๆสบายๆแต่แฝงไว้ด้วยความมีดี  แตกต่างไปจากความพลุกพล่านของถนนเมจิที่ขนานกันอยู่และห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตร ทั้งถนนเมจิและCat street ต่างก็มีดีและโดดเด่นกันไปคนละแบบ ถ้าชอบแบบเท่ห์ๆก็ต้องCat Street แต่ถ้าชอบแบบเริ่ดๆก็ถนนเมจิ  แต่ถ้าเป็นขาช้อปตัวจริง ไม่ควรพลาดทั้งสองเส้นครับ
ขอเริ่มพาคุณเดินสำรวจถนนเมจิกันก่อนนะครับ แล้วเราค่อยย้อนกลับมาCat Street อีกที เริ่มต้นจากถนนเมจิ ตรงปากทางเข้าCat Street เดินขึ้นไปนิดเดียวจะเจอสะพานลอยคนข้ามอันแรก ถัดไปอีกนิดก็จะเจอกับร้าน45rpm ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่โดดเด่นด้วยยีนส์สัญชาติญี่ปุ่นแท้ และโด่งดังข้ามโลกไปถึงนิวยอร์คและปารีส แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมักจี่ในสยามประเทศเท่าใดนัก ยิ่งถ้าไม่ได้เป็นแฟชั่นนิสต้าละก็คงไม่เคยได้ยินชื่อนี้เป็นแน่ ใครที่กำลังเบื่อยีนส์ฮอตยี่ห้อฮิตที่ใส่ตามติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง และกำลังมองหาความต่าง ไม่ควรพลาดแวะชมร้าน45rpm เพราะที่นี่เค้าเน้นยีนส์ทรงตรงมาตรฐาน พิถีพิถันกับการเลือกใช้วัตถุดิบ การตัดเย็บที่ปราณีตบรรจง และย้อมสียีนส์สวยเข้มได้ใจ ใส่แล้วสบาบเนื้อสบายตัวไม่แข็งกระด้างเสียดสีผิวนุ่มของคุณสาวๆให้ระคายเคือง นอกจากยีนส์แล้วเสื้อผ้าแนวCasual Wear ก็มีให้เลือกอีกมากแบบ โดยมีsub-brand ให้เลือกอีก4ตัวคือ Badou-R,  umii 908,  R by 45rpm และ 45rpm& ใครชอบแนวไหนไปดูไปเลือกกันเองนะครับ เค้ามีสาขาทั่วญี่ปุ่นถึง50กว่าแห่ง แต่ที่สาขาชิบุยะนี้เค้าเน้นยีนส์มากเป็นพิเศษ

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 16

โตเกียว เทรนด์ดี 16
                จากย่านชิบุยะถ้าจะไปฮาราจูกุ (Harajuku) ก็สามารถไปได้หลายวิธี ถ้าเอาแบบเบสิคที่นักท่องเที่ยวทั่วไปใช้กันก็คงไม่พ้นการไปโดยรถไฟฟ้าบนดินสาย JR Yamanote สีเขียวอ่อน ขึ้นไปในทิศทาง Shinjuku-Ikebukuro-Ueno นะครับ เพราะถ้าขึ้นผิดชานชลา ก็อาจพาคุณลงไปทางตรงกันข้ามคือ Meguro-Shinagawa-Tokyoได้ ถ้าจำไม่ผิด จะไปฮาราจูกุก็ควรจะขึ้นชานชลาที่2 ดูทิศทางให้แน่ใจก่อนละกัน ถ้ามั่นใจแล้วก็ยืนไปแค่ป้ายเดียว ลงที่สถานีฮาราจูกุได้เลยครับ แต่ใครที่ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าต็ดินแบบวันดียวราคาเดียว ก็จะมุดดินไปใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำตาล Fukutoshin Line นั่งไปแค่ป้ายเดียวเช่นกัน แต่ลงที่สถานี Meiji- jingumae นะครับ จำไว้เลยว่าถ้าเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินจะขบวนไหนก็ตามต้องลงที่สถานี Meiji-jingumae เท่านั้น ไม่ใช่สถานีฮาราจูกุ สำหรับรถไฟฟ้าใต้ดินนี้ยังมีวิธีจดจำแบบง่ายๆได้อีกคือ ทุกสายเค้าจะถูกแทนด้วยสีและอักษรย่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ และทุกสถานีจะถูกแทนที่ด้วยตัวเลข เช่นที่สถานีชิบุยะนี้ถ้าเป็นสาย Fukutoshin ก็เป็นสีน้ำตาล F16 และสถานีMeiji-jingumae เป็นสถานี F15 เวลาลงไปที่ชานชลาก็สังเกตุทิศทางจากลำดับของตัวเลขก็สะดวกดีครับ
แต่สำหรับผม วิธีที่ผมชอบที่สุดก็คือ เดินครับ หลายคนคงต้องโห่ฮิ้วแน่ๆ แต่มันเป็นเรื่องดีที่ต้องบอกความจริงกัน เพราะตลอดเส้นทางมีร้านรวงสารพัดแบรนด์ให้เพลิดเพลินจำเริญตา แถมมีโอกาสได้สินค้าเด่นของดีติดไม้ติดมือไปก็เป็นได้ หรือถ้าขี้เกียจเดินจะนั่งรถเมล์ไปก็ได้ แต่อย่างไรเสีย พอเห็นร้านรวงระหว่างทางแล้ว ก็ต้องเดินย้อนกลับมาอยู่ดี
                จากห้าแยกชิบุยะ ตรงหน้าสถานีรถไฟJR ถ้ายืนหันหน้าไปทางตึก Q FRONT ให้คุณแลขวา ก็จะเห็นทางรถไฟยกระดับ คุณเดินไปทางนั้นล่ะครับ พอลอดใต้ทางรถไฟไปแล้วก็จะเจอกับสี่แยกไฟแดง  จุดตัดของถนนเมจิ (Meiji Dori) กับ ถนนเนินมิยะมาสึ (Miyamasu Zaka) สังเกตุตรงสี่แยกจะมีร้านเครื่องไฟฟ้าขนาดใหญ่ ชื่อ Bic Camera ตั้งอยู่ตรงหัวมุมพอดี พูดถึงร้านนี้นักท่องเที่ยวชาวไทยคงรู้จักกันดี หลายท่านคงเสียเงินกับร้านนี้ไปไม่น้อย เพราะเค้ามีเครื่องไฟฟ้า กล้อง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเลคโทรนิคสารพัดให้เลือกมากจริงๆ ใครชอบเดินร้านจำพวกนี้ จะเดินโฉบเฉี่ยวเข้าไปดูก็ได้ แต่ถ้าคิดจะซื้อก็ต้องพิจารณาให้ดีเพราะสินค้าทั้งหลายทั้งปวงเค้าจำหน่ายให้กับคนท้องถิ่นเป็นหลัก หากแต่นักท่องเที่ยวอย่างเราอยากได้ ก็ต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยเสียก่อนว่า ใช้กับไฟฟ้าบ้านเราได้มั้ย มีคู่มือภาษาอังกฤษให้หรือเปล่า และใช้นอกประเทศญี่ปุ่นได้จริง เพราะสินค้าบางอย่างพอนำออกจากญี่ปุ่นแล้วมันทำงานไม่ได้เช่นนาฬิกาบางรุ่นที่ทำงานโดยคลื่นวิทยุ ซึ่งเมืองไทยไม่สามารถใช้ได้ และสินค้าบางตัวที่ใช้ได้แต่ไม่คุ้มเช่นเครื่องรับวิทยุ เพราะในญี่ปุ่นนั้นช่วงคลื่นวิทยุเอฟเอ็มเค้าแตกต่างจากบ้านเรา
 สำหรับคุณๆที่เป็นแฟนสินค้าแนวนี้และมีโอกาสไปญี่ปุ่นอยู่เสมอ ถ้ารักชอบแบรนด์ร้านไหน ก็ควรจะทำบัตรสะสมแต้ม(Point Card)เก็บเอาไว้ เวลาซื้อของๆเค้าทีก็จะมีคะแนนสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งคะแนนของเค้าสามารถเก็บไว้ได้หลายปีและนำมาแลกสินค้าในร้านแทนเงินสดได้ไม่มีอิดออดให้รำคาญใจไม่มีเงื่อนไขให้เสียอารมณ์ บางร้านถึงขนาดช่วยคิดแทนเราด้วยว่า ถ้าซื้อของชิ้นใหญ่แล้วจะได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วเอาคะแนนที่ได้ไปแลกสินค้าชิ้นเล็กโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย ยิ่งถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่หรือครอบครัวก็ยิ่งคุ้ม คุณพ่อซื้อกล้องคุณแม่ซื้อนาฬิกา ได้คะแนนมาแลกเครื่องเล่นเกมส์ให้คุณลูก แฮบปี้กันถ้วนหน้า ไปญี่ปุ่นคราวหน้าอย่าลืมทำไว้ซักใบ ยิ่งถ้าไปกับบริษัททัวร์ยิ่งสะดวก ขอให้หัวหน้าทัวร์หรือไกด์ท้องถิ่นเค้าช่วยทำให้ รับรองว่าเป็นประโยชน์กับทุกท่านและใช้ประโยชน์ได้ทันที เวลาชำระค่าสินค้าก็แค่แสดงบัตรให้เจ้าหน้าที่เค้าดู จะชำระเงินแล้วเก็บคะแนนไว้ก่อนก็ได้ หรือถ้ามีคะแนนอยู่มากพอ จะให้ทางร้านเค้าตัดคะแนนออกจากบัตรเป็นค่าสินค้าเลยก็ได้ หรือถ้ามีคะแนนไม่พอ จะใช้คะแนนส่วนหนึ่งแล้วชำระเงินในส่วนที่ขาดก็ได้เช่นกัน เวลาใช้บัตรก็แสนจะสะดวก เพราะเค้ายึดถือบัตรเป็นหลักไม่ต้องเช็ดชื่อหรือตรวจสอบลายซ็น ใครถือบัตรใบนี้มาก็ใช้ได้ทั้งนั้น เหมาะจะทำติดตัวไว้ เผื่อคราวหน้าจะมาเองหรือคนสนิทในบ้านจะมาบ้าง จะได้ช่วยกันใช้ช่วยกันสะสมคะแนนให้ครบ อาจจะได้ลำโพงชั้นเยี่ยมมาประดับห้องรับแขกฟรีๆโดยไม่ต้องเสียเงิน
ร้านเครื่องไฟฟ้าดังๆไม่ว่าจะเป็น Bic Camera, Yodobashi, Sakuraya เค้ามีกันทั้งนั้น แถมในช่วงฤดูจับจ่ายอย่างเช่นช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ยังมีโปรโมชั่นเพิ่มคะแนนจาก 5เปอร์เซนต์เป็น 10เหรือ15เปอร์เซนต์ในสินค้าบางรายการ อย่างนี้ยิ่งซื้อยิ่งคุ้ม คนญี่ปุ่นเค้านิยมทำPoint Cardกันแทบทั้งนั้น ไม่เฉพาะร้านเครื่องไฟฟ้านะครับ ร้านขายยา ร้านอาหาร และอีกสารพัดร้าน ก็มีระบบPoint Cardให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความภักดีและสร้างความถี่ในการใช้บริการกันอย่างแพร่หลาย เพื่อนๆชาวญี่ปุ่นหลายรายมีกระเป๋าใส่Point Cardโดยเฉพาะ เวลาไปกินข้าวซื้อของกันทีไร เค้าสะสมคะแนนกันได้แทบทุกร้าน หลังๆผมเลยเอาบ้าง ปีที่แล้วทั้งปีได้คะแนนมาแลกเครื่องเล่นPSPให้ลูกสาวได้สบายเลย ร้านไหนห้างไหนในเมืองไทยจะเอาไปใช้บ้างก็น่าจะดี แต่ต้องใจถึงสักนิดอย่าคิดอะไรตื้นๆ ของญี่ปุ่นเค้าใช้คะแนนแทนเงินสดซื้อสินค้าในร้านได้ทุกรายการก็เลยเป็นที่นิยม

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 10


โตเกียว เทรนด์ดี 10
          สำหรับคอเพลงที่ไม่แนวมาก จะลองไปที่ร้านดิสก์ยูเนี่ยน (diskUNION)บนถนนอิโนะคะชิระ (INOKASHIRA DORI) ดูก็ได้ เพราะมีทั้งแผ่นใหม่เอี่ยมและแผ่นมือสอง จะเป็น JAZZ, ROCK, SKA, REGGAE, CLASSIC, SOUL, BLUE, HIPHOP หรือ R&B มีให้เลือกเยอะไปหมด จะไปก็ไม่ยาก เริ่มต้นที่เดิม จากห้าแยกชิบุยะ เดินไปทางถนนชิบุยะ (SHIBUYA STREET) ที่อยู่ด้านขวามือของตึก Q FRONT  จนเจอกับห้างเซย์บุ (SEIBU) ตึก A ให้เลี้ยวซ้ายตรงมุมห้าง ถนนด้านข้างห้างนี่แหละครับ ถนนอิโนะคะชิระ (INOKASHIRA DORI) แล้วเดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะเจอสามแยกรูปตัววี ที่มีป้อมตำรวจอยู่ตรงกลางสามแยก (จำสามแยกนี้ไว้ให้แม่นนะครับ) ซึ่งเป็นป้อมตำรวจของแขวงอุดะงาวะ (Udagawa-Cho) แถวๆเซ็นเตอร์ไกเรื่อยมาจนถึงแถวนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในแขวงอุดะงาวะทั้งสิ้น
เมื่อท่านยืนอยู่หน้าป้อมตำรวจแล้ว ให้สังเกตุทางซ้ายมือ ก็จะเจอเห็นร้าน diskUNION อยู่แถวๆนั้นแหละครับ จะเพลิดเพลินจำเริญหูขนาดไหน ก็ต้องไปลองไปฟังกันเอง เห็นมีลูกค้าหลายท่านได้แผ่นถูกใจมาไม่น้อยเลย   อ้อ! ร้านนี้เค้ามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ชินจูกุ และมีสาขากระจัดกระจายในย่านวัยรุ่นอย่างอิเคะบุคุโระ(IKEBUKURO)  โอจะโนะมิซึ (OCHANOMIZU)  คิจิโจจิ (KICHIJOJI)  ชิโมะคิตะซาวะ(SHIMOKITAZAWA) และนากาโนะ (NAKANO) ด้วยเช่นกัน ถนัดแถวไหนไปแถวนั้นได้เลย
                และสำหรับสาวกของเล่นโดยเฉพาะนักสะสมของเล่นเก่า ถ้ามาเดินเล่นแถวนี้เห็นทีจะพลาดไม่ได้กับ ร้านมันดะระเกะ (MANDARAKE) แหล่งรวมสินค้ามือสองที่เกี่ยวข้องกับการ์ตูนอาทิ ตุ๊กตุ่นตุ๊กตา หุ่นยนต์  หุ่นจำลอง หนังสือการ์ตูน ชุดคอสเพลย์ การ์ดสะสม และอื่นๆอีกมากจริงๆ เรียกว่าถ้าเป็นคนชอบหรือถึงขนาดคลั่งไคล้แล้วละก็ สามารถอยู่ในร้านนี้ได้หลายชั่วโมงครับ ร้านมันดะระเกะ (MANDARAKE) เป็นที่รู้จักกันดีของโอตากุ(OTAKU) หรือเหล่าบรรดาสาวกผู้นิยมในการ์ตูนและภาพยนตร์ฮีโร่สัญชาติญี่ปุ่นจำพวกยอดมนุษย์อุลตร้าแมน ไอ้มดแดง ขบวนการมนุษย์หลากสีสัน รวมไปถึงเกมส์คอมพิวเตอร์ ทั้งแบบจอใหญ่หรือจอเล็ก ต้องแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนเสมือนเป็นบ้านที่สองของเหล่าโอตากุ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในย่าน นากะโนะ(NAKANO) ที่เปิดมาตั้งแต่ปี คศ.1980โน่น ปัจจุบันขยายออกไปถึง 11สาขาทั่วญี่ปุ่น เฉพาะในโตเกียวมีอยู่ 4สาขาด้วยก็คือที่ นากาโนะ ชินจูกุ ชิบุยะ และล่าสุด MANDARAKE COMPLEX ย่านอากิฮะบะระ ที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเมษา ปีที่แล้ว
ร้านมันดะระเกะ สาขาชิบุยะ ตั้งอยู่บนถนนอิโนะคะชิระ ถ้าเริ่มต้นที่หน้าป้อมตำรวจของแขวงอุดะงาวะ ให้เดินไปทางแยกขวา เลาะขึ้นไปเรื่อยๆจะเห็นตึก BEAM อยู่ทางฝั่งซ้ายมือ บนตึกBEAM แห่งนี้มีร้านน่าสนใจหลายร้านอยู่ จำได้ว่าเคยพาลูกค้าที่เป็นนักดนตรีมาหาซื้ออุปกรณ์บนร้านที่ชั้น2 และได้อุปกรณ์ทำกินมาหลายชิ้นอยู่ ร้านมันดะระเกะ ยึดครองพื้นที่ชั้นใต้ดิน (B2F) ทั้งชั้น บรรยากาศของร้านจะดูทึมๆเล็กน้อย เหมือนเดินเข้าไปในร้านขายของเล่นยุคที่ผมยังเด็ก แบ่งช่องทางเดินออกเป็นซอยๆ กั้นด้วยตู้โชว์และชั้นวางของที่เต็มไปด้วยของเล่นจากทุกยุคสมัย ไหนจะตุ๊กตุ่นไอ้มดแดงยุคแรก (Kamen Rader) นั่นก็หน้ากากเสือ (Tiger Mask) นักมวยปล้ำสวมหน้ากากจากถ้ำเสือ โน่นก็โกลด้า(Magma Taishi) หุ่นจรวดแปลงร่างที่มีมาก่อนกันดั้มและขบวนการTRANSFORMERSหลายสิบปี  หลายชิ้นที่คุณเห็นแล้วจะต้องแอบยิ้ม และอีกหลายชิ้นที่เจ้าตัวเล็กต้องแอบร้องอื้อฮืออ้าฮาอยู่ข้างๆ ไม่ต้องแปลกใจหากคุณเจอะเจอกับใครในรุ่นราวคราวเดียวกันกับคุณ กำลังเพ่งพินิจพิจารณาของเล่นสังกะสี (Tin Toy) ที่คุ้นตา  หนุ่มใหญ่ด้านข้างอาจกำลังตัดสินใจเลือก ระหว่างเจ้าหุ่นRobby  the Robot จากภาพยนต์ Forbidden Planet ในยุค 60 กับเจ้าหมี Be@rbrick  ตุ๊กตาหมีสัญชาติญี่ปุ่นสุดฮิตของยุคปัจจุบัน และยิ่งไม่ต้องแปลกใจ ถ้าตุ๊กตาไบลท์ (Blythe)รุ่นหายาก จะยืนส่งสายตาเชิญชวนให้คุณนำเธอกลับไปประดับในคอลเล็คชั่นส่วนตัวที่บ้าน  สำหรับท่านที่มีปัญหาเรื่องแก่ก่อนวัยอันควร ผมขอแนะนำให้ท่านมาที่นี่ แล้วคุณจะเรียกคืนความเป็นเด็กกลับมาได้ โดยไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางค์เลย

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 8

โตเกียว เทรนด์ดี 8
          ห้าแยกชิบุยะ ตั้งอยู่ตรงหน้าสถานีรถไฟชิบุยะ ถ้าจะมาให้ง่ายก็มองหาทางออก Hachiko Exit แล้วเดินตามป้ายมาเรื่อยๆ คุณก็จะพบกับทางออกที่แน่นไปด้วยผู้คน และเมื่อออกมาแล้ว แยกตรงหน้านั่นแหละครับคือ ห้าแยกชิบุยะ ที่โด่งดัง
                ในความรู้สึกของผม ผมคิดว่าในบรรดาถนนหนทางทั่วประเทศญี่ปุ่น ห้าแยกชิบุยะ เป็นหนึ่งในลำดับต้นๆที่มีคนถ่ายภาพไปมากที่สุด และเป็นหนึ่งในภาพที่คนญี่ปุ่นและคนชอบญี่ปุ่นเห็นแล้วต้องร้องอ๋อกันแทบจะทุกคน ภาพคนนับพันเดินข้ามถนนจากทุกทิศทุกทางบนทางม้าลายขนาดมหึมา ในขณะที่รถยนตร์จอดสนิทในทุกทางแยก และถ้าจะให้ดี มาตอนค่ำๆ ตอนที่ตึกต่างๆพร้อมใจกันเปิดไฟ สร้างสีสันให้กับชิบุยะมากยิ่งขึ้น นี่ยังไม่นับรวมจอทีวีขนาดยักษ์บนอาคารอีกหลายจอ ที่ร่วมด้วยช่วยกันบรรเลงจังหวะแห่งความสนุกของห้าแยกชิบุยะ ให้เป็นที่อัศจรรย์ใจของนักเที่ยวมือใหม่ ยืนยิ้มด้วยความอิ่มเอมใจ ว่าได้มาเหยียบห้าแยกมหัศจรรย์ของแท้แน่นอนแล้ว
                หลายคนพยายามให้คำจำกัดความว่าชิบุยะ เหมือนที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง แต่สำหรับผมแล้ว ชิบุยะ ไม่เหมือนที่ไหนและไม่มีที่ไหนเหมือน ชิบุยะคือชิบุยะ มีเอกลักษณ์และมีชีวิตชีวา มีตัวตนชัดเจนและให้อารมณ์ที่แตกต่างจากย่านอื่น ชิบุยะเหมาะกับวัยรุ่นโดยเฉพาะวัยรุ่นระดับมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยขึ้นไป เพราะโดยตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของชิบุยะ ที่เป็นเสมือนชุมทางรถไฟทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว เชื่อมด้วยรถไฟฟ้าชานเมืองหลายสาย แต่ละสายก็จะผ่านมหาวิทยาลัยหลายแห่ง บรรดานักเรียนนักศึกษา เวลาจะไปไหนมาไหนก็จำต้องมาเปลี่ยนรถไฟกันที่ชิบุยะ  จึงทำให้ชิบุยะค่อยๆเติบโตจนกลายมาเป็นย่านวัยรุ่นสุดฮิตในที่สุด  
                ย่านชิบุยะ ได้ผ่านการหล่อหลอมจนสามารถก้าวเป็นผู้นำเทรนด์ของแฟชั่นวัยรุ่นญี่ปุ่นและส่งต่อความสำเร็จไปยังย่านข้างเคียงอย่างฮาราจูกุให้เป็นย่านแฟชั่นวัยรุ่นระดับประถมจนถึงมัธยมต้น โอโมเทะซันโดย่านแฟชั่นระดับแบรนด์ดัง และไดคันยามะสำหรับแฟชั่นแนวๆ  และได้ให้กำเนิดกลุ่มวัยรุ่นสาวๆยุคใหม่ที่ให้ความสนใจและเน้นการใช้จ่ายไปในด้านแฟชั่น ดนตรีและความบันเทิง เรียกว่า Kogal  สาวๆKogalเหล่านี้ได้สร้างเทรนด์ที่หลากหลายให้กับวงการแฟชั่นวัยรุ่นของญี่ปุ่น ที่คุ้นตาที่สุดในยุคเริ่มต้นก็คือ สาวๆผิวเข้ม นุ่งกระโปรงสั้น สวมบู้ธยาวถึงเข่า แต่งหน้าเข้ม ย้อมสีผม และถือกระเป๋าแบรนด์เนม แต่ถ้าเป็นชุดนักเรียนก็ต้องกระโปรงสั้น กับถุงเท้าหนายาวถึงเข่าและย่นเล็กน้อย  หลังจากนั้นแนวแฟชั่นมันส์ๆก็หลั่งไหลไปในบรรดาสาวญี่ปุ่นกันไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น แนว Gothic  Lolita  Cosplay และล่าสุดอย่าง Ganguro และ Yamamba ที่แปลกแหวกแนวไปด้วยสไตล์การแต่งหน้าเข้มจัด ขอบตาขาวหรือดำ ทาลิปสติคสีขาว ขนตา(ปลอม)งอนยาว ย้อมผมสีสดหรือสีสว่าง ติดกิ๊ปรูปดอกไม้ชิ้นเบ้อเริ่ม สวมเครื่องประดับมากชิ้น แต่งตัวด้วยสีฉูดฉาด กระโปรงสั้น(ไม่เปลี่ยน) สวมรองเท้าส้นหนาเตอะ และพกโทรศัพท์มือถือสีหวานประดับประดาไปด้วยสติ๊กเกอร์รูปถ่าย เจอะ เจอพวกเธอเหล่านี้ได้ทั่วไปในย่านชิบุยะ  และหากคุณอยากเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสาวGanguro ก็เพียงแค่ตรงดิ่งไปยังร้านเสื้อผ้าแนวนี้ ที่มีอยู่มากมายในย่านชิบุยะ แต่ถ้าจะเอาเร็วเข้าว่า ก็ต้องไปที่นี่เลยครับ ตึก SHIBUYA109
ตึก SHIBUYA109ป็นเสมือนสัญลักษณ์ของย่านชิบุยะมาตั้งแต่ปี คศ1979 โดยเป็นหนึ่งในอาณาจักรของ กลุ่มโตคิว(Tokyu Group) ชึ่งมีฐานบัญชาการใหญ่อยู่ทีชิบุยะ  ประมาณว่าแถวชิบุยะนี่โตคิวเค้าเป็นเจ้าถิ่น  เพราะมีเค้ามีทุกอย่างครบวงจรอยู่ที่นี่เลยครับ ทั้งรถไฟฟ้าสายโตคิว รถเมล์และรถเมล์เล็ก(ซึ่งไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับรถเมล์เล็กของบ้านเราได้เลย ทั้งคุณภาพของรถและคุณภาพของผู้ให้บริการ) ห้างสรรพสินค้าโตคิว ห้างสรรพสินค้าเฉพาะแนวอย่างTokyu Hands  โรงแรมTokyu Inn  โรงแรมExcel Tokyu และโรงแรมCerulean Tower และที่โดดเด่นที่สุดก็คือ Bunkamura ศูนย์วัฒนธรรมข้ามชาติ(Cross-culture Complex)  ที่มีทั้ง โรงมหรสพสำหรับการแสดงและดนตรีระดับโลก(Orchard Hall และ Theatre Cocoon)   โรงภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์คุณภาพที่หาชมได้ยาก(Le Cinema)  ห้องแสดงภาพและงานศิลปะ(The Museum และ Gallery)
สัปดาห์หน้าจะพาคุณซอกแซกตามตรอกซอกซอยของย่านชิบุยะ ตลุยช็อปตามร้านเด่นร้านดังกันให้หนำใจ ใครอดใจไม่ไหว กระเป๋าฉีกไม่รู้ตัวครับ

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 7

โตเกียว เทรนด์ดี 7
                ไปเที่ยวกินซ่ากันมาหลายอาทิตย์ หลายคนอาจคิดว่ากินซ่าเป็นย่านที่อินเทรนด์ที่สุดเพราะเขียนถึงเป็นย่านแรก ซึ่งก็ไม่ผิดครับเพราะถ้าจะพูดถึงสินค้าทันสมัยของแบรนด์ดังต่างๆ ไปที่กินซ่านี่เรียกได้ว่าหาได้ครบ แต่เฉพาะแบรนด์ดังและเป็นที่นิยมของผู้หลักผู้ใหญ่โดยทั่วไปนะครับ แต่หากจะพูดถึงย่านอินเทรนด์สำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะแล้วล่ะก็ ชิบุยะ(SHIBUYA) ต้องเป็นหนึ่งในลำดับต้นๆของพจนานุกรมแฟชั่นฉบับวัยรุ่นแดนอาทิตย์อุทัยอย่างเป็นเอกฉันท์ ผมเชื่อว่าวัยรุ่นทุกคน ขอย้ำว่า ทุกคนในโตเกียว รู้จักย่านชิบุยะ และวัยรุ่นทั่วญี่ปุ่นเกือบทุกคน รู้จักย่านชิบุยะ เพียงเท่านี้คุณผู้อ่านที่เป็นวัยรุ่นหรือยังมีหัวใจเป็นวัยรุ่น(แบบผม) คงจะสนใจขึ้นมาแล้ว
                ชิบุยะ หนึ่งใน 23เขตของมหานครโตเกียว เรียกว่า SHIBUYA-KU ซึ่งกินอาณาบริเวณเพียง 15 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่กลับเป็นที่ตั้งของย่านวัยรุ่นที่สำคัญๆอย่าง ย่านฮาราจูกุ  ย่านโอโมเทะซันโด  ย่านไดคันยามะ และ ย่านชิบุยะ เป็นต้น  และเวลาวัยรุ่นญี่ปุ่นเค้าพูดถึง ชิบุยะ ก็หมายถึงเฉพาะย่านชิบุยะ  ที่มีศูนย์กลางของย่านอยู่ตรงสถานีรถไฟชิบุยะ ไม่ได้หมายถึงเขตชิบุยะทั้งหมดครับ
                สถานีชิบุยะเป็นหนึ่งในสถานีใหญ่ของกรุงโตเกียว และเป็นหนึ่งในสถานีที่มีความซับซ้อน มีรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินผ่านไปไขว้กันหลายสาย มีทั้งรถไฟฟ้าบนดินของ JR East  3สาย คือ Yamanote Line , Saikyo Line และShonan-Shinjuku Line  รถไฟฟ้าใต้ดินอีก3 สาย Ginza Line, Hansomon Line และ Fukutoshin Line และยังมีรถไฟฟ้าบนดินของเอกชนอีก3สายได้แก่ Tokyu Toyoko Line, Tokyu Den-en-toshi Line และ Keio Inokashira Line จึงทำให้สถานีชิบุยะมีผู้คนผ่านไปมาถึงวันละประมาณ2ล้านต้นๆ พอฟัดพอเหวี่ยงกับสถานีอุเมดะที่โอซาก้า จะเป็นรองก็แค่สถานีอิเคะบุคุโระ และสถานีชินจูกุเท่านั้นเอง  (ระหว่างที่ผมเขียนต้นฉบับอยู่นี้ ก็มีเหตุการณ์รถไฟหยุดเดิน2วัน อันมาเนื่องจากการนัดหยุดงานหมู่ของพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทยบางส่วน  เมื่อได้สดับฟังเหตุแห่งการนัดหยุดงานแล้ว ผมก็สิ้นสงสัยว่าทำไมหนอ รถไฟไทยถึงได้ใช้แค่คำว่าเดินรถ ในขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งเริ่ม เดินรถไฟ พร้อมๆกับประเทศไทย ปัจจุบันนี้รถไฟของเค้ าวิ่งไปไกลกว่าเราหลายช่วงตัวจนแทบจะบินได้อยู่แล้วครับพี่น้อง)
 ความซับซ้อนของสถานีชิบุยะนั้นเรียกได้ว่าถ้าไม่ชำนาญจริงๆ  ควรเผื่อเวลาไว้หาทางเข้าออกของชานชาลาด้วย เพราะมีชานชาลาที่ทั้งเชื่อมต่อกันและแยกออกจากกัน ทั้งบนอาคารและใต้ดิน ถ้าเอาง่ายเข้าว่าก็ไปมาโดยสาย JR Yamanote นี่แหละครับปลอดภัยสุด อาจจะอ้อมไปหน่อยวนไปบ้าง แต่เวลามาถึงที่สถานีชิบุยะแล้วออกง่ายครับ เวลาจะออกก็ให้เดินตามป้ายทางออกที่เขียนว่า Hachiko Exit เป็นทางออกที่มีผู้คนออกกันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ พอออกมาปุ๊บก็จะเจอกับห้าแยกชิบุยะอันลือลั่น และจุดนัดพบที่โด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียวเลยนั่นก็คือ อนุสรณ์รูปปั้นของสุนัขชื่อฮาจิโกะ (HACHIKO)
          ฮาจิโกะ (HACHIKO) เป็นชื่อของสุนัขพันธุ์พื้นเมืองจากจังหวัดอาคิตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ที่ถูกนำมาเลี้ยงในโตเกียวในปีคศ.1924 โดยคุณอุเอโนะ ฮิเดะซาบุโร่ (HIDESABURO UENO) อาจารย์ในคณะเกษตรศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ทุกวันอาจารย์อุเอโนะจะออกไปขึ้นรถไฟที่สถานีชิบุยะ โดยมีเจ้าตูบน้อยฮาจิโกะ เดินไปส่ง และทุกเย็นเจ้าฮาจิโกะก็จะไปดักคอยเจ้านายของมันเป็นกิจวัตร จนวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคมของปีคศ.1925 อาจารย์อุเอโนะได้เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตกในขณะที่ยังสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยและเสียชีวิตลงในที่สุด และจากเย็นวันนั้นเป็นต้นมา เจ้าฮาจิโกะก็ไม่ได้พบกับอาจารย์อุเอโนะอีกเลย มันได้เพียรกลับไปดูที่บ้านอยู่หลายครั้ง ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้านาย และด้วยความเคยชินมันก็มาป้วนเปี้ยนและเฝ้าคอยอาจารย์อุเอะโนะอยู่ที่สถานีชิบุยะ ให้เห็นเป็นที่แปลกใจของบรรดาผู้คนที่ผ่านไปมาแถวนั้น จนมีคนติดตามและสืบเสาะจนพบกับเรื่องราวอันน่าประทับใจของเจ้าฮาจิโกะ และเป็นที่เลื่องลือถึงความซื่อสัตย์ของมัน  เจ้าฮาจิโกะได้เฝ้ารอการกลับมาของอาจารย์อุเอโนะอยู่ถึง10ปี จนกระทั่งมันได้ตายจากโลกนี้ไปในปีคศ.1935 คงเหลือไว้แต่ร่างที่ถูกสต๊าฟและเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยา ที่ย่านอุเอโนะ
                ส่วนที่หน้าสถานีชิบุยะ ก็มีการนำรูปหล่อสำริดของเจ้าฮาจิโกะมาตั้งไว้ ผ่านร้อนหนาว ผ่านสงครามและช่วงตกต่ำของญี่ปุ่นมาถึง 70กว่าปี และกลายมาเป็นจุดนัดพบของผู้คนที่มีกิจธุระในย่านชิบุยะ และเป็นที่รู้จักของทั้งชาวญี่ปุ่นเองและชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวในโตเกียว หากต้องมาที่ย่านชิบุยะ ก็ต้องแวะเวียนมาชมและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันแทบทั้งนั้น หลังจากถ่ายรูปเสร็จหันขวามา คุณก็จะพบกับห้าแยกมหัศจรรย์ของชิบุยะ จะมหัศจรรย์แค่ไหนและอย่างไร สัปดาห์หน้าอย่าลืมติดตามตอนต่อไป
               

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 6

โตเกียว เทรนด์ดี 6
ความนิยมชมชอบในการทานขนมเค็กของบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในญี่ปุ่นนั้น ค่อนข้างจะเป็นกันเอามากครับ บรรดาร้านดังๆ ต่างก็มีคุณแม่บ้านหรือคุณพนักงานสาวๆ มาอุดหนุนกันอย่างเนืองแน่น ยิ่งถ้าเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะก็ รอคิวกันครึ่งชั่วโมงนี่ถือเป็นเรื่องธรรมดาครับ บางคนไม่อยากนั่งทานที่ร้านก็จะซื้อกลับไปทานที่บ้านหรือซื้อไปเป็นของฝากก็สามารถครับ แถมยังมีการบรรจุอย่างดีเยี่ยมกันการกระแทกและยังมีเจลที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิของเค็กให้คงความสดใหม่เหมือนทานอยู่ในร้าน ใส่มาให้อีก
มีแบรนด์นึงที่ได้รับความนิยมอย่างสูง แถมมีเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าอยู่มากมาย เฉพาะในโตเกียวก็8แห่ง โอซาก้า13 แห่ง รวมๆทั้งญี่ปุ่นแล้วก็ประมาณ40กว่าแห่งครับ เวลาเดินไปเดินมาในห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะแผนกขนมหวาน แล้วเห็นคนถือถุงที่มีตัวอักษร C โดดๆอยู่กลางถุงละก็ พอจะอนุมานได้ว่านั่นเป็นถุงของร้าน HENRI CHARPENTIER (คนญี่ปุ่นอ่านว่า อันรี-ชารุปันตีเย) ซึ่งเป็นสัญชาติฝรั่งเศสเช่นเดียวกันกับ DALLOYAU
HENRI CHARPENTIER เป็นร้านที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของวัตถุดิบเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เป็นพื้นฐานของการทำขนมอย่างเนยและครีม บนความเชื่อที่ว่า รสชาติของขนมที่ดีที่สุดต้องริ่มต้นจากเนย จึงทำให้เกิดกระบวนการผลิตเนยโดยใช้น้ำนมดิบจากแม่วัวพันธุ์ดีของเมืองNUITA เมืองเล็กๆทางฝั่งตะวันออกของเกาะฮอกไกโด ซึ่งมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกันกับแคว้นนอร์มังดี อันเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบคุณภาพสูงของฝรั่งเศส แล้วเพิ่มกรดแล็คติคลงไปเพื่อกระตุ้นให้เกิดเนื้อครีมในปริมาณสูงตามสูตรดั้งเดิม ทำให้รสชาติของเนยที่ได้นั้น อุดมไปด้วยความหวานมันแต่อ่อนนุ่มและบางเบา ขนมที่ใช้เนยสูตรดั้งเดิมจึงให้รสสัมผัสที่แตกต่างจากการใช้เนยธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
เรื่องแบบนี้ต้องขอยกให้ญี่ปุ่นเค้าเลยนะครับ หลายท่านคงคุ้นเคยจากการชมรายการโทรทัศน์ที่แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของคนญี่ปุ่นในอันที่จะกระทำการใดๆให้สำเร็จลุล่วงบนคุณภาพที่เทียบเท่าหรือเหนือกว่า ซึ่งบางครั้งแทบจะไม่น่าเชื่อว่า การเสาะหาภูมิประเทศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการเลี้ยงวัวนมเพื่อให้ได้น้ำนมในคุณภาพสูง การเสาะหาแหล่งน้ำธรรมชาติบริสุทธิเพื่อปรุงกลั่นสุราเลิศรส  หรือการคัดเลือกเมล็ดข้าวพันธุ์ดีเพื่อทำข้าวซูชิชั้นเยี่ยม จะยากลำบากเพียงนั้น แต่พวกเค้าก็พกพาจิตวิญญานของมืออาชีพ นำสิ่งดีเยี่ยมเหล่านั้นกลับมาปรุงแต่งให้ลูกค้าของเค้าได้ชิมกันอย่างไม่รู้จบ
HENRI CHARPENTIER ได้เปิดร้านหลัก เชิดหน้าชูแบรนด์ขึ้นที่กินซ่าบล็อค2 (2-8-20 GINZA) อยู่เลยร้านเครื่องเขียน ITO-YAไปเล็กน้อย แล้วเลี้ยวขวาเข้าซอยไปหน่อยนึง ก็จะเจออาคารโมเดิร์นคลาสสิคสีเทาอยู่ตรงหัวมุม ดูยังไงก็ไม่ใช่ร้านเค็กแน่ๆ แต่ป้ายชื่อร้านมันฟ้องว่าใช่ เมื่อเดินเข้าไปในร้าน ก็ให้ความรู้สึกที่เรียบหรู ขนมเค็กต่างๆเรียงรายอยู่ในตู้กระจกด้านซ้ายมือดูละลานตา รอให้ท่านเลือกซื้อกลับไปอิ่มเอมที่บ้านกับครอบครัว
แต่หากท่านต้องการจะนั่งทานในร้าน ก็แค่เดินลงบันไดด้านขวามือไปยังชั้นใต้ดิน ผ่านโถงจำลองที่ตกแต่งให้เหมือนกับห้องสมุดที่ดูเคร่งขรึมแต่จัดจ้านด้วยสีสันของบรรดาหนังสือสันหนาสีชมพูสดเรียงรายสลับกับคู่มือทำขนมและอาหาร ผ่านไปยังส่วนรับรองลูกค้าที่ยังคงความเรียบด้วยผนังสีครีมและโต๊ะขนาดเล็กสีน้ำตาลไหม้ สลับกับชุดโซฟาสีชมพูสดที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับห้อง
เครป SHUZETTO 1ในเมนูขึ้นชื่อที่สุดของ HENRI CHARPENTIER ที่คุณสามารถสั่งทานได้เฉพาะที่ร้านเท่านั้น เจ้าหน้าที่จะเข็นรถทำครัวเล็กๆมาปรุงให้ท่านได้ทานกันถึงข้างโต๊ะเลย  แป้งเครปหวานนุ่มถูกราดด้วยซอสส้มที่อุ่นจนร้อน ออกรสหวานปนฝาดนิดๆ เพิ่มความกลมกล่อมให้กับเครปจานนี้ ไม่เสียดายกับราคา 1,575เยนเลย  อีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด LEMON TARTE รสหวานอมเปรี้ยวชิ้นขนาดพอคำกับราคา 473เยน  ทานกับน้ำชายามบ่าย ให้ความรู้สึกที่สดชื่น มีเรี่ยวแรงช้อปต่อได้อีกหลายชั่วโมง
นอกจากนี้ยังมีร้านดังอีกมากมายในย่านกินซ่า ให้คุณได้ชิมกันอย่างจุใจ  เช่น SHISEIDO PARLOURที่กินซ่าบล็อค8 (8-8-5 GINZA)  WAKO GOURMET& CAKE SHOPที่กินซ่าบล็อค4 (4-5-11 GINZA)  GINZA SEMBIKIYAที่กินซ่าบล็อค5 (5-5-1 GINZA) ถ้าไม่กลัวอ้วน ก็ลุยกันต่อเลยครับ
จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์

วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 5

โตเกียว เทรนด์ดี 5
                หลังจากแนะนำร้านอาหารในย่านกินซ่ามาสองสัปดาห์แล้ว บรรดาสาวๆผู้นิยมขนมหวานคงบ่นน้อยใจ เพราะที่กินซ่านี้ อุดมไปด้วยร้านขนมทั้งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม แบบญี่ปุ่นประยุกต์ และแบบนำเข้าจากต่างประเทศโดยตรง ซึ่งแต่ละร้าน ถ้าไม่มีชื่อเสียงและคุณภาพระดับเยี่ยมแล้วล่ะก็  อย่าหวังว่าจะมีที่ยืนอยู่ในย่านกินซ่าได้อย่างมั่นคง
                ร้านแรกที่จะแนะนำ เป็นร้านดาโลไวโย ( DALLOYAU ) ร้านนำเข้าจากฝรั่งเศส ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ยุคพระเจ้าหลุยส์ที่14 แห่งราชสำนักแวร์ซายโน่น และมาเป็นตัวเป็นตนชัดเจนก็ประมาณปี ค.ศ.1802 และได้รังสรรค์ขนมหวานที่ชื่อโอเปร่า (OPERA) ขึ้นในปี 1955 ให้โด่งดังไปทั่วอาณาจักรขนมหวานของกรุงปารีส
ร้านดาโลไวโย เข้ามาผาดโผนในยุทธจักรขนมหวานของญี่ปุ่นเมื่อปี 1982  และสามารถเบียดแทรกตัวเองเข้าสู่แถวหน้าของร้านขนมหวานในญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ  มีทั้งร้านและเคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าทั่วญี่ปุ่นรวมกันสิบกว่าแห่ง โดยมีร้านที่กินซ่าเป็นร้านหลัก คอยเชิดหน้าชูตาอยู่ที่ กินซ่าบล็อก6 (6-9-3 GINZA) ชั้นล่างก็จะเป็นตู้โชว์บรรดาขนมขึ้นชื่อต่างๆ ให้ท่านสามารถเลือกชมและซื้อติดไม้ติดมือกลับบ้านได้
 ที่โดดเด่นและขายดีที่สุดก็ต้อง โอเปร่า จุดเด่นของโอเปร่านั้นอยู่ที่แผ่นทองคำเปลวชิ้นเล็กๆบนเค้กช็อกโกแลตชิ้นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดพอดีคำ เนื้อเค้กนุ่มแต่แน่น โดยที่แต่ละเลเยอร์ ประกอบด้วยรสชาติที่แตกต่างกันของอัลมอนด์ กาแฟ และช็อกโกแลต ด้านบนของชิ้นเค้กเป็นแผ่นช็อกโกแลตบางรสหวานอมขมนิดๆ ให้รสสัมผัสของช็อกโกแลตอย่างแท้จริง เมื่อผสานรสชาติทั้งหมดเข้าด้วยกัน จึงทำให้ โอเปร่า ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งของร้านดาโลไวโยมาตลอด ในราคาชิ้นขนาดพอคำที่ 473เยน
  นอกจากโอเปร่าแล้ว มากาฮง (MACARON) หรือที่ญี่ปุ่นเรียกว่า มาการง ขนมที่ทำจากไข่ขาว แป้งอัลมอนด์และน้ำตาล มีลักษณะเหมือนคุ๊กกี้ทรงครึ่งวงกลมประกบกัน มีใส้อยู่ตรงกลาง และมีสีสันละลานตา ตามแต่รสชาติ ก็เป็นดาวเด่นอีกดวงของร้านดาโลไวโยครับ เพราะตระกูลดาโลไวโยเป็นผู้ริเริ่มและเสิรฟขนมชนิดนี้ในราชสำนักแวร์ซายมาก่อนใคร จนในปัจจุบัน กลายเป็นหนึ่งในขนมยอดนิยมของชาวปารีเซี่ยนไปแล้ว
 สำหรับขนมชนิดนี้ต้องยกความดีความชอบให้ลูกสาวของผมครับ  เพราะยัยลูกสาวคนนี้ของผมเนี่ย เห็นเจ้าขนมมากาฮงไม่ได้ เป็นต้องร้องชิมแทบจะทุกครั้งโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นร้านอะไร มีชื่อเสียงหรือไม่  ระยะหลังผมถึงมาสังเกตุเห็นว่าถ้าผ่านหรือเห็นร้านดาโลไวโยทีไร เป็นไม่พลาดที่จะต้องขอแวบไปซื้อเจ้าขนมมากาฮงมากินแทบทุกครั้งไป ถามไปก็ได้ความว่า อร่อยกว่าหลายๆร้านที่เคยชิมมาครับ เพราะรสชาติไม่หวานเลี่ยน แถมนุ่มกำลังดี เพราะบางร้านก็นุ่มเกินไปและบางเจ้าก็แข็งเกินพอดี  ราคาความอร่อยระดับนี้ แค่ชิ้นละ158เยนเท่านั้น มีให้เลือก6รส ใครชอบรสไหนเลือกกันตามสบาย แต่สำหรับลูกสาวผม เหมาครบทุกรสครับ
อีกหนึ่งความอร่อยที่ไม่ควรพลาด โดยเฉพาะคนชอบขนมสอดไส้ครีม (CHU-CREAM)  ที่ดาโลไวโยนี้เขาได้คิดค้นขนมสอดไส้ครีมที่มีรูปทรงสี่เหลี่ยม เรียกว่า CHU CUBIC ก็ชูครีมที่มีรูปทรงลูกบาศก์นั่นแหละ มองปราดแรกไม่สะดุดตาครับ เป็นขนมก้อนสี่เหลี่ยมเหมือนขนมปังชิ้นเล็กๆโรยหน้าด้วยน้ำตาลไอซ์ซิ่งมีช็อกโกแลตแท่งจิ๋ววางขนานอยู่ที่ขอบด้านล่าง แต่เพราะมันดูธรรมดาเกินไป ก็เลยลองสั่งมาชิมดู บอกได้เลยครับว่าไม่ผิดหวัง เนื้อแป้งที่ห่อใส้ครีมไว้นั้นแตกต่างจากเนื้อแป้งของชูครีมที่เราคุ้นเคย  เพราะเค้าดัดแปลงเนื้อแป้งให้แน่นขึ้นไม่เปราะบาง เวลาทานจะได้ไม่มีเศษแป้งร่วงหล่นให้รำคาญใจ ส่วนใส้ครีมคัสตาดด้านใน ก็เข้มข้นแต่ไม่หวานจัดจ้าน ถ้าอยากลิ้มลองความอร่อยระดับนี้ ก็ต้องจ่ายในราคาก้อนละ630เยน
ส่วนผมเอง ชอบที่จะขึ้นไปนั่งบนชั้นสอง แล้วสั่งโอเปร่ากับCHU CUBICมานั่งทาน พร้อมทั้งละเลียดลาเต้ ชมบรรยากาศในร้าน ที่อุดมไปด้วยสาวน้อยและสาวใหญ่ เพลินตาและเพลินใจดีครับ เพราะบรรดาร้านขนมในญี่ปุ่นทั้งหลายทั้งปวง ล้วนแล้วแต่มีคุณลูกค้าขาประจำเป็นคุณสุภาพสตรีมากกว่าคุณสุภาพบุรุษแทบทั้งสิ้น ก็สังคมญี่ปุ่นนั้นคุญสุภาพบุรุษมีหน้าที่เป็นผู้หารายได้หลัก ส่วนคุณภรรยาก็มีหน้าที่จัดสรรรายได้นั้นให้เหมาะสมกับครอบครัว  และแน่นอนว่า ค่าขนมและค่าชากาแฟยามบ่าย ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับการจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

                            จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 3

โตเกียว เทรนด์ดี 3
                ใครที่เป็นนักชิมตัวพ่อ คงต้องรู้จัก MICHELIN GUIDE เล่มแดง ที่รวบรวมร้านอาหารชั้นเยี่ยมและที่พักชั้นยอดเอาไว้อย่างแน่นอน และเมื่อปีที่แล้ว MICHELIN GUIDE TOKYO 2008 ก็ออกมาให้ยลโฉมเป็นครั้งแรก และปีนี้ก็ออกของปี 2009 มาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
                ใน MICHELINE GUIDE TOKYO 2009 เค้ารวบรวมร้านอาหารระดับ 3ดาวไว้ 9ร้าน ระดับ 2ดาว 36ร้าน และระดับ 1ดาวอีก 128ร้าน รวมทั้งสิ้น 173ร้านด้วยกัน แน่นอนครับที่ส่วนมากต้องเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ส่วนอาหารต่างชาติที่นำโด่งมาก็ต้อง อาหารฝรั่งเศสครับ และที่กินซ่าย่านเดียว ก็มีร้านอาหารระดับ MICHELIN STARอยู่ถึง 36ร้านด้วยกัน เห็นมั้ยครับว่า ย่านกินซ่า เค้าซ่าเรื่องกินขนาดไหน
                นอกจากอาหารคาวแล้ว ย่านกินซ่านี่ก็ยังอุดมไปด้วยร้านขนมต่างๆ ทั้งขนมญี่ปุ่นแบบต้นตำหรับ จำพวกเซมเบะหรือโมจิใส้ถั่วแดง ใส้เกาลัด หรือแบบปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยเช่นโมจิไอศครีม ขนมเค้กก็มีทั้งสัญชาติดั้งเดิม และลูกผสมญี่ปุ่น เรียกว่าใครเป็นคอขนมหวานล่ะก็ มากินซ่าแล้วไม่ได้ขนมติดไม้ติดมือกลับไปก็ต้องถือว่าเสียเที่ยวครับ
                ในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด ผมคิดว่า ซูชิ น่าจะเป็นหนึ่งในในอาหารยอดนิยมของทั้งคนญี่ปุ่นเองและบรรดาคนชาติต่างๆที่รู้จักอาหารญี่ปุ่นนะครับ และที่กินซ่า นี่ก็อุดมไปด้วยร้านซูชิ เป็นหลักร้อยเห็นจะได้  ความที่กินซ่านั้นอยู่ห่างจาก ทสึคิจิ (Tsukiji) ตลาดค้าส่งปลาและอาหารทะเลสดที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว แค่เดินเพียง15นาทีเท่านั้น ก็เลยทำให้บรรดาพ่อครัวซูชิชั้นยอดต่างพากันมาเปิดร้านซูชิที่ย่านกินซ่ากันอย่างคับคั่ง และด้วยกำลังซื้อของผู้มีอันจะกินที่มาเดินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ร้านซูชิย่านกินซ่านั้น โดดเด่นมากเป็นพิเศษ เพราะหากฝีมือดีไม่พอแล้วล่ะก็ คงไม่สามารถดึงดูดลูกค้ากระเป๋าหนักให้มาเป็นลูกค้าประจำได้อย่างแน่นอน
                ผมมีร้านซูชิร้านนึงที่อยากจะแนะนำ ก็คือร้านคิวเบ(Kyubey) อยู่ที่ กินซ่าบล็อก 8 (Ginza 8-chome) อยู่ในซอยหลังร้านขายของเล่น TOY PARKที่แนะนำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ร้านนี้เคยได้ 1ดาวจาก MICHELIN GUIDE TOKYO 2008 ครับ  เป็นร้านซูชิตำหรับเอโดะ คือเน้นการใช้วัตถุดิบตามธรรมชาติ และดึงรสชาติของวัตถุดิบนั้นๆออกมา โดยใช้เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ และยังคงความสดของวัตถุดิบไว้ให้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันซูชิตำหรับเอโดะขนานแท้ ก็หาทานได้ยากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่นิยมไปทานซูชิสายพานกัน เพราะสะดวกและประหยัด แต่ก็ขาดซึ่งความปราณีตและจิตวิญญานของนักปั้นซูชิแบบดั้งเดิมไปมากครับ ที่ร้านคิวเบนี้ ยังคิดค้นการนำวัตถุดิบที่แปลกใหม่อย่างเช่น ไข่ปลาแซลมอน และหอยเม่น มาเป็นหน้าซูชิ จนได้รับความนิยมไปทั่วอีกด้วยครับ
                การจะมาทานซูชิที่ร้านคิวเบ หรืออีกหลายๆร้านในญี่ปุ่นก็ต้องทำความเข้าใจ และทำใจกันซักนิด สำหรับท่านที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นแบบไทยๆเราครับ เพราะท่านอาจจะไม่คุ้นเคย เนื่องจากวัฒนธรรมการทานซูชิในบ้านเรานั้น ได้มีการดัดแปลงพันธุกรรม จนต่างจากแหล่งกำเนิดไปมากพอสมควร ถึงแม้จะปรุงแต่งรูปลักษณ์ภายนอกให้ละม้ายคล้ายแล้วก็ตามที หากแต่จิตวิญญานของการปั้นซูชินั้น แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเลยก็ว่าได้ เพราะซูชิในเมืองไทยหลากหลายสำนัก ได้แต่เอาเครื่องซูชิที่ไม่ได้มาตรฐานมาวางไว้บนข้าวก้อนที่เย็นชืด แถมผู้สมรู้ร่วมคิด ก็พากันทานสิ่งที่เค้าเรียกว่าซูชิ นั้น กับโชยุและวาซาบิก้อนโต จนบางครั้งมองไปที่ถ้วยน้ำจิ้มแล้วชวนให้คิดว่าเป็นถ้วยสังขยาใบเตยที่มีซีอิ้วหกใส่
             
   ที่ร้านคิวเบ เค้าพิถีพิถันและใส่ใจในการปั้นซูชิมาก ที่นี่ลูกค้าจะนั่งเที่เคาน์เตอร์ทั้งหมด เมื่อท่านนั่งและสั่งชุดซูชิเรียบร้อยแล้ว เค้าจึงจะนำข้าวซูชิที่ยังอุ่นๆอยู่ พร้อมเครื่องซูชิตามที่ท่านสั่ง มาไว้ในจุดเตรียมของ ในระหว่างนั้นเค้าก็จะบริการสลัดหัวไชเท้าและสาหร่าย มาให้ท่านทานไประหว่างรอ เมื่อท่านพร้อม เค้าถึงจะเริ่มลงมือปั้นซูชิทีละคำ ในแต่ละคำก็จะใช้วัตถุดิบที่ใช้ดีงรสชาติที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเครื่องซูชิแต่ละชนิด แต่ที่ผมประทับใจก็คือ เกือบทุกคำจะไม่มีการใช้วาซาบิเลยครับ ผมลองแกล้งขอวาซาบิเยอะๆดู เค้าก็ให้พร้อมทั้งรอยยิ้มและคำแนะนำว่าคำไหนควรทานอย่างไร และเชิญชวนให้เราทานในแบบที่เค้านำเสนอ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยครับ ทุกคำมีรสชาติอร่อย สด และมีเอกลักษณ์เฉพาะคำจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเครื่องซูชิระดับ โอโทโระ (เนื้อส่วนท้องที่อุดมไปด้วยไขมันของปลาทูน่า) หรือ กุ้งลายเสือที่สดขนาดยังกระดิกอยู่ตอนเข้าปาก แม้แต่ซาบะที่แสนจะธรรมดา เค้าก็ดึงรสชาติออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ว่ากันว่าพ่อครัวซูชิระดับเยี่ยม เค้าสามารถดึงรสชาติของเครื่องซูชิธรรมดาๆ ให้อร่อยได้ไม่แพ้ เครื่องซูชิระดับโอโทโระได้เลยนะครับ ซูชิชุดกลางวันขนาด10คำของที่นี่ราคาตกประมาณ 8,000เยน ถึงแม้ราคาอาจจะสูงไปบ้าง แต่รสชาตินั้นแตกต่างกับซูชิร้านธรรมดาหรือซูชิสายพานอย่างชัดเจนครับ
                คราวหน้ายังจะพาท่านตระเวนชิมในย่านกินซ่ากันต่อ แต่จะเป็นอะไรนั้น ต้องตามผมไปครับ
               
จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์