แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 29


โตเกียว เทรนด์ดี 29
          Omotesando Hills ถือได้ว่าเป็นหน้าเป็นตาของถนนโอโมเทะซันโดยุคปัจจุบัน เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาพื้นที่และอาคารของกลุ่มโมริ (Mori Group) โดยคุณโมริ มิโนรุ (Mori Minoru) เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะด้านอาคารสูงของญี่ปุ่นเป็นผู้บุกเบิก และมีโครงการต่างๆมากมาย ที่รู้จักกันดีก็เช่นอภิมหาโครงการกลุ่มอาคาร Ropponggi Hillsที่ย่านรปปงหงิ และล่าสุดกับผลงานข้ามชาติ Shanghai World Financial Center อาคารที่สูงที่สุดของประเทศจีน
                Omotesando Hills เป็นศูนย์การค้าที่สร้างทับพื้นที่เดิมของอพาร์ทเม้นท์Doujunkai ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี1927โน่น ตอนจะสร้างก็ปวดหัวนิดหน่อยกับกลุ่มเจ้าของพื้นที่เดิม เพราะทางกลุ่มเดิมเค้าก็ยังอยากให้มีส่วนของที่พักอาศัยอยู่บนศูนย์การค้า ไม่อยากได้อาคารสูงจนทำให้เสียทัศนียภาพอันร่มรื่นและน่าอภิรมณ์ของถนนโอโมเทะซันโด และที่สำคัญคือต้องได้คุณอันโดะ(Tadao Ando) มาเป็นสถาปนิกให้ ในที่สุดก็ได้อาคารที่กลมกลืนรับไปความยาวของพื้นที่และถนน โดยซ่อนครึ่งหนึ่งของอาคาร6ชั้นไว้ในระดับต่ำกว่าพื้นดินและโผล่ให้เห็นในระดับสายตาอีกครึ่งหนึ่ง โดยสองชั้นบนสุดก็ออกแบบให้เป็นอพาร์ทเม้นท์ระดับไฮเอนด์ ทุกห้องหันหน้าต่างออกถนนโอโมเทะซันโด สามารถชื่นชมทัศนียภาพของถนนที่ร่มรื่นไปด้วยต้นเซลโคว่า(Japanese Zelkova) สมความตั้งใจ พื้นที่ส่วนที่เหลือก็อุทิศให้กับร้านค้าและร้านอาหารประมาณ100ร้าน เชื่อมต่อทุกชั้นด้วยทางลาดจากชั้นบนสุดลงมาถึงชั้นล่างสุด ที่คุณสามารถเดินไล่เรียงกันมาได้โดยไม่ต้องขึ้นหรือลงบันไดเลย
          และสำหรับคนที่ชอบหาของอร่อยๆทาน ในซอยด้านหลังของOmotesando Hillsมีร้านอาหารที่ไม่ควรพลาดอยู่ร้านนึง เป็นร้านขายทงคัทสึ(Tonkatsu หมูชุบเกล็ดขนมปังทอด) ที่เกือบทุกคนที่เคยทานอาหารญี่ปุ่นจะคุ้นเคยกับอาหารชนิดนี้กันเป็นอย่างดี ร้านนี้ชื่อTonkatsu Maisen มีคนไทยแวะเวียนไปชิมมาแล้วมากมาย ลูกค้ามีระดับของผมหลายท่านติดอกติดใจในความกรอบนอกแต่นุ่มในของทงคัทสึร้านนี้เป็นอย่างยิ่ง ที่สำคัญคือถึงแม้จะเป็นของทอดแต่ก็ไม่อมน้ำมันให้รู้สึกเลี่ยนแต่อย่างใด ยิ่งได้ทานกับซอสสูตรพิเศษของร้าน ก็จะเพิ่มความอร่อยนุ่มชุ่มลิ้น หรือจิ้มเกลือก็จะได้รสชาติที่ดีไปอีกแบบ แน่นอนครับว่าเมนูเด็ดของร้านนี้ก็ต้องเป็นทงคัทสึ แต่ทงคัทสึของที่นี่ก็มีให้เลือกหลากหลาย ถ้าเอาแบบพื้นๆเนื้อระดับธรรมดาก็อร่อยแล้ว แต่ต้องเลือกว่าจะเอาเนื้อส่วนไหน ใครชอบแบบมาตรฐานก็สั่ง Roast-katsu (เนื้อสันนอก ที่เวลาคุณสั่งทงคัทสึเฉยๆเค้าก็จะเสริฟคุณด้วยเนื้อสันนอกนี้แหละครับ) ส่วนใครที่ชอบเนื้อนุ่มก็ต้อง Hire-katsu (เนื้อสันใน) ถ้าอยากลองของดีขึ้นมาหน่อยก็ต้องหมูดำ(Kurobuta) หมูดำของที่นี่หรือที่ไหนๆในญี่ปุ่นก็ต้องมาจากจังหวัดคาโกะชิมะ(Kagoshima)ทางตอนใต้ปลายสุดของเกาะคิวชูโน่นแหละครับ เพราะแถบนั้นอากาศจะอุ่นกว่าทางตอนกลางและตอนบนของประเทศ ก็เลยทำให้เจ้าหมูดำนี่เจริญเติบโตได้ดี หมูนี่กลัวอากาศหนาวครับ เจอหนาวๆนี่พาลตายเอาง่ายๆ ก็เลยต้องเลี้ยงในเขตที่อุ่นที่สุดอย่างจังหวัดคาโกะชิมะนี่แหละ
                ราคาของที่นี่อาจจะสูงกว่าที่อื่นอยู่บ้าง แต่ความอร่อยนั้นผิดกันเยอะ เพราะที่Maisenนี่เค้ากล้าโฆษณาลยว่า หมูของเค้านุ่มขนาดแค่ใช้ตะเกียบฉีกก็ขาดแล้ว เนื้อหมูทุกชิ้นก่อนที่จะนำมาทอดจะต้องผ่านการกดและทุบเบาๆให้เนื้อนุ่มขึ้น สนนราคาของทงคัทสึหมูดำก็อยู่ที่ชุดละ 2,995เยน ทั้งRoast-katsu และHire-katsu ราคาเท่ากัน เสริฟพร้อมข้าว ซุปมิโสะและกล่ำปลีซอย ข้าวของที่นีเค้าใช้ข้าวญี่ปุ่นชั้นดีไม่ใช่ข้าวนำเข้าทานกับทงคัทสึและซอสของเค้าแล้วมันกลมกล่อมเป็นพิเศษ แต่ผมอยากให้ท่านลองจิ้มเกลือดูสักชิ้นนะครับ เพราะท่านจะได้รับรู้รสชาติของเนื้อหมูดำได้ดีกว่า แต่ถ้าเนื้อหมูดำระดับมาตรฐานยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ที่นี่เค้ามีเนื้อหมูดำระดับเทพ หมูดำโอคิตะ(Okita Kurobuta)ในราคา3,990เยนไว้บริการนักชิมระดับเทพอีกด้วย
พูดถึงข้าวแล้วอดที่จะบ่นไม่ได้ครับ เวลาทานอาหารญี่ปุ่นในญี่ปุ่นแล้วเจอข้าวนำเข้ามันเสียอารมณ์หลังๆนี่เจอเยอะโดยเฉพาะร้านข้างทางหรือแม้แต่ร้านขึ้นห้างหลายร้านก็ใช้ยังข้าวนำเข้า อันนี้ถึงจะเสียอารมณ์แต่ก็ยังดีกว่าทานอาหารญี่ปุ่นกับข้าวสวยซึ่งมันเสียอรรถรส ก็เหมือนกับเวลาท่านทานส้มตำ ลาบ น้ำตกกับข้าวสวยซึ่งมันไปกันไม่ได้หรอกครับ ถึงจะหลอกตัวเองว่าพอได้ แต่มันหลอกลูกค้าไม่ได้ ใครที่เปิดร้านขายอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยแล้วยังใช้ข้าวสวยเสริฟลูกค้าอยู่ ขอเถอะครับ อย่างน้อยใช้ข้าวญี่ปุ่นที่ปลูกในไทยก็ยังดี เพื่อยกระดับและเพิ่มอรรถรสในการทานอาหารญี่ปุ่นในร้านของท่านให้มากขึ้น และจะเป็นการเพิ่มจำนวนลูกค้ากับให้ท่านโดยเพิ่มค่าใช้จ่ายอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
                ร้านTonkatsu Maisen ที่โอโมเทะซันโดนี้เป็นร้านต้นตำหรับ(Honten) มีแฟนแน่นขนัดทุกวันโดยเฉพาะช่วงกลางวันนี่คิวยาวตลอด อย่างน้อยต้องคอยประมาณ15-20นาที วิธีจะไปให้ถึงก็ตั้งต้นที่หน้าOmotesando Hillsนี่แหละครับ ถ้าหันหน้าเข้า ก็ให้เดินไปทางขวา พอผ่านร้านMorganแล้วก็จะเจอซอยด้านซ้ายมือ เดินเข้าซอยไปหน่อยเดียวก็จะเจอสามแยกมีร้านอาหารRoyal Hostอยู่ตรงหัวมุมด้านซ้ายมือ ให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินตรงไปอีกหน่อยจะเจอซอยแรกทางขวามือ เดินเข้าซอยนี้แล้วตรงไปเรื่อยๆก็จะเจอร้านMaisenอยู่ทางด้านซ้าย มีเมนูและตู้โชว์อาหารจำลองอยู่ด้านหน้า และถ้าเป็นเวลาเที่ยงก็จะมีคิวยาวจากหน้าร้านเลื้อยเข้าด้านในขึ้นไปถึงบนบันได ถ้าคิวประมาณนี้ก็รอแค่20นาที คุณก็จะอร่อยกับทงคัทสึหมูดำได้ไม่ลืมอ้วนเลยครับ
                         

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 24


โตเกียว เทรนด์ดี 24
            เสร็จจากการเยี่ยมชมศาลเจ้าเมจิแล้ว ผมจะพาคุณไปรู้จักกับราเมนอีกร้านนึงครับ เป็นราเมนน้ำซุปกระดูกหมู(Tonkotsu Ramen) บ่งบอกยี่ห้อว่ามาจากเกาะคิวชูชัดเจน ดูได้จากชื่อร้านคือ Kyushu Jangara Ramen (คิวชู จังการะ ราเมน) ราเมนเจ้านี้โดดเด่นที่ความเข้มของน้ำซุปกระดูกหมูตามตำหรับคิวชู ใครที่ชอบซุปข้นๆหนักๆ ต้องไม่พลาด ยิ่งได้ซดร้อนๆตอนหน้าหนาวด้วยแล้ว ออกจากร้านมาสู้หนาวไปได้อีกหลายชั่วโมง
                เส้นทางไปก็ง่าย  เมื่อออกมาจากศาลเจ้าเมจิแล้วก็เดินเลี้ยวซ้ายผ่านสะพาน Jingu Bashi ไปแล้วก็หักซ้ายนิดนึงก็ข้ามถนนตรงทางม้าลายหน้าสถานีรถไฟ JRฮาราจูกุไปฝั่งตรงข้าม หรือถ้าพลังขายังเต็มเปี่ยมและน้ำเลี้ยงข้อเข่ายังสมบูรณ์จะข้ามสะพานลอยก็ได้ เสร็จแล้วให้เดินไปทางถนนโอโมเทะซันโด เมื่อผ่านแยกไปนิดเดียวก็เจอแล้วครับ ให้สังเกตุทางซ้ายจะเห็นป้ายร้านindio ร้านขายเสื้อผ้าคุณสุภาพสตรีที่อยู่ต่ำกว่าแนวถนนลงไป บนร้านindio ก็คือร้าน Kyushu Jangara Ramenครับ แต่ที่หน้าร้านอาจจะมองหาป้ายภาษาอังกฤษยากสักนิด แต่รับรองว่าไม่มีพลาดเพราะมีป้ายโฆษณาราเมนชามโตให้เห็นเด่นชัด ใครไม่สันทัดการส่งภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกังวล ที่นี่เค้ามีเมนูภาษาไทยให้อ่านจะได้ไม่พลาดความอร่อย เพราะคุณเจ้าของร้านที่ยังดูวัยรุ่น เค้าให้ความสำคัญกับลูกค้าชาวไทย ไหว้วานให้เพื่อนชาวไทยช่วยแปลเมนูทั้งหมดเป็นภาษาไทย จึงง่ายต่อชาวเราเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะเพียงเหตุผลนี้ก็ควรที่เราจะลองไปชิมราเมนของคนที่เค้าเห็นว่าเราสำคัญแล้วล่ะครับ
เมนูฮิตของร้านก็ไม่พ้นราเมนที่ชื่อเดียวกับร้าน Kyushu Jangara นั่นแหละครับ ต้องบอกว่าราเมนชามนี้เค้าใส่เครื่องเต็มที่จริงๆ เครื่องมาตรฐานอย่าง หน่อไม้ สาหร่าย หมูชาชู และไข่ต้มนั้นมากันครบ แต่ที่เพิ่มมาก็คือหมูสามชั้นต้มซีอิ๊วชิ้นโตและไข่ปลาเมนไทโกะที่ออกรสเผ็ดนิดๆ ของยอดฮิตของเกาะคิวชูเค้า ทำให้ราเมนชามนี้เหมาะสำหรับคนนิยมเครื่องเยอะและรสจัดเป็นอย่างยิ่ง แต่อาจไม่ถูกปากหากไม่ชอบความมัน นอกจากบรรดาเครื่องเคราที่ใส่มามากจนทานแทบไม่หมดแล้ว เส้นราเมนของร้านนี้ก็เป็นเส้นราเมนตามคิวชูนิยม คือราเมนเส้นเล็กที่ง่ายกับการทาน โดยเฉพาะการลวกเส้นของบรรดาราเมนจากคิวชูนั้น ถอดแบบเอกลักษณ์จากคิวชูที่มักจะลวกเส้นไม่นาน เนื้อเส้นจึงยังไม่นุ่มจนเกินไปและยังคงความแข็งอยู่บ้าง เพราะหากลวกนานจนเกินพอดี เส้นราเมนที่เล็กอยู่แล้วจะยิ่งนุ่มจนเละและยากต่อการทาน ความที่คนคิวชูนิยมทานราเมนในช่วงเวลาที่จำกัด การลวกเส้นให้สุกเพียงเล็กน้อย จึงสอดคล้องกับวิถีแห่งคนคิวชูเป็นอย่างยิ่ง
                และที่ต้องบอกกันอีกเรื่องสำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของราเมนจากคิวชู ไม่ว่าจะเป็นเจ้าไหนก็ตาม เค้าจะมีบริการพิเศษสำหรับคนที่กินมากเป็นพิเศษ สามารถสั่งเส้นเพิ่มได้ในราคาแค่ 100-150เยน ขึ้นอยูกับแต่ละร้าน และที่สำคัญคือต้องเหลือน้ำซุปในชามอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เค้าถึงจะให้บริการ ถ้าเผลอไผลอดใจไว้ไม่อยู่ ซดน้ำซุปจนหมดถ้วยหรือเหลือติดก้นชามอยู่เพียงน้อยนิด เค้าสามารถปฏิเสธที่จะให้บริการนี้กับคุณได้นะครับ ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างจะละเมียดกว่าการสั่งเพิ่มเส้นตั้งแต่ต้นเหมือนที่หลายๆร้านเค้าทำกัน เพราะร้านแบบนั้นเค้ามักจะมีลูกค้าเป็นคนทำงานหรือนักศึกษาที่ต้องการทานราเมนในปริมาณมากจนอิ่มในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เวลาที่เค้าลวกเส้นมามากกว่าปกติจึงทำให้สัดส่วนที่มาตรฐานของราเมนชามนั้นเกินความพอดี เพราะปริมาณของเส้นมากเกินไป ทำให้ต้องรีบเร่งทานก่อนที่เส้นมันจะอืด ดังนั้นการสั่งเส้นเพิ่มในภายหลังจึงน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้สัดส่วนของราเมนและน้ำซุปยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาตรฐาน ทำให้ท่านได้ตัดสินใจก่อนที่จะทานเส้นราเมนเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้เสียทรัพยากรไปโดยใช่เหตุ เป็นอีกวิธีที่สามารถลดการสิ้นเปลืองวัตถุดิบและพลังงาน ช่วยลดโลกร้อนได้ตามสมัยนิยม (ที่เวลาหน่วยงานไหน คิดโครงการอะไรใหม่ๆไม่ค่อยจะออก ก็ผลักดันโครงการลดโลกร้อนหรือลดการใช้พลังงานออกมาโดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกและจิตสำนึกกันแบบนั้นจริงๆ ลองไปดูเถอะครับว่า หน่วยงานต่างๆเหล่านั้น ทุกวันนี้ยังเปิดแอร์ เปิดไฟ ใชน้ำและขึ้นลิฟท์ในที่ทำงานกันอย่างปกติหรือเปล่า เพียงแค่เรื่องเหล่านี้ หากยังรณณรงค์กันเองในหน่วยงานไม่ได้  แล้วใครที่ไหนเค้าจะให้ความร่วมมือล่ะครับ)
                วิธีการสั่งราเมนเจ้านี้ก็ต่างจากราเมนเจ้าอื่นๆตรงที่ เมื่อคุณเดินขึ้นไปในร้านแล้ว จะเจอกับเคาน์เตอร์เก็บเงินเล็กๆทางซ้ายมือ ให้สั่งราเมนที่ชอบพร้อมชำระเงินให้เรียบร้อบ แล้วถึงจะไปนั่งรอทาน อันที่จริงก็คล้ายกับการกดเลือกเมนู ตามตู้กดของร้านอาหารแบบจานด่วนทั่วไปของญี่ปุ่นนั่นแหละครับ แต่ที่นี่ยังคงรักษาปฏิสัมพันธ์ระดับพื้นฐานเอาไว้ ยังให้คนได้พูดจากับคนอยู่ จึงดูเหมือนว่าจะเป็นเสน่ห์ของร้านไปโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะคุณป้าที่นั่งเก็บเงินรับออร์เดอร์ เห็นแล้วเหมือนกับตอนที่เดินเข้าไปสั่งอาหารในร้านข้าวแกงแถวบ้านยังไงยังงั้นครับ
                และด้วยขนาดของร้านและความจำกัดของพื้นที่ ส่วนนั่งรับประทานจึงมีแต่เฉพาะที่นั่งที่หันหน้าเข้าส่วนปรุงอาหารที่จัดเป็นแถวเรียงยาว1ชุด และส่วนที่หันหน้าออกมองเห็นถนนโอโมเทะซันโดอีกหนึ่งชุด โดยมีโต๊ะเล็กๆนั่งได้ไม่กี่คนอีก2-3ตัว เวลามีลูกค้ามารอต่อคิวกันมากๆ พื้นที่ว่างในร้านก็จะเต็มไปด้วยลูกค้ายืนเรียงอยู่ด้านหลัง รอชิมราเมนชามโปรดอยู่อย่างเป็นระเบียบ ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะเป็นการกดดันให้ต้องเร่งรีบลิ้มรสความอร่อยในแบบของคนญี่ปุ่น ไม่ใช่นั่งละเลียดชิมไปคุยไปเหมือนอย่างในบ้านเรา

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 4

โตเกียว เทรนด์ดี 4
          ความที่ย่านกินซ่าเป็นที่รู้จักของชาวไทยเรามานาน อีกทั้งผู้หลักผู้ใหญ่และบรรดาผู้มีอันจะกินทั้งหลายทั้งปวงก็คุ้นเคยกับย่านกินซ่าราวกับเดินเล่นอยู่แถวราชดำริ ก็เลยทำให้ร้านอาหารหลายร้านพลอยเป็นที่รู้จักของนักชิมและขาช้อปชาวไทยไปด้วย
                ร้านแรกที่ต้องไม่พลาดก็คือ ร้านชาบุเซน (SHABUSEN) ที่ตึก GINZA CORE (5-8-20 GINZA)ชั้นใต้ดิน(B2F)ใกล้ๆกับโชว์รูมของนิสสันตรงสี่แยกกินซ่า หาไม่ยากครับ ที่ร้านนี้เค้ามีทั้ง ชาบุชาบุ และ สุกิยากิ และมีทั้งเนื้อวัวและเนื้อหมูให้เลือก แต่สำหรับผมและนักชิมหลายๆท่านคงต้องสั่ง ชาบุชาบุเนื้อวัวครับ เพราะการทานสุกิยากิและชาบุชาบุแต่ดั้งเดิม เค้าจะทานกันแต่เนื้อวัวเท่านั้น มายุคหลังๆนี่เองที่เพิ่งจะมีบริการเนื้อหมูสำหรับท่านที่ไม่ทานเนื้อวัว  ส่วนท่านที่เป็นนักบริโภคเนื้อวัวก็คงจะนิยมชมชอบเนื้อของที่นี่ เพราะเค้าใช้แต่เนื้อญี่ปุ่นล้วนๆไม่ใช่เนื้อนำเข้า อันนี้คงต้องขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านสักนิด เนื่องจากในบ้านเรา เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศจะมีราคาสูงและคุณภาพดีกว่าเนื้อในประเทศเรา แต่ที่ญี่ปุ่นนั้นตรงกันข้ามเลยครับ เนื้อนำเข้าไม่ว่าจะจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ เราสามารถหาทานในญี่ปุ่นได้ตามร้านอาหารจานด่วนและราคประหยัดเช่น ร้านข้าวหน้าเนื้อโยชิโนะยะ (YOSHINOYA)  ร้านแฮมเบอร์เกอร์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง MOS BURGER หรือร้านชาบุชาบุยอดนิยมของบรรดานักศึกษาอย่าง MOMO PARADISE ที่เสริฟไม่อั้นในราคาแค่พันกว่าเยน ก็ยังใช้เนื้อนำเข้า มาให้บริการกับลูกค้า แต่ถ้าอยากทานเนื้อของญี่ปุ่น ก็ต้องไปร้านที่มีระดับราคาสูงขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะด้วยนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนการเกษตรของรัฐบาลญี่ปุ่น บวกกับความใส่ใจและพิถีพิถันของเกษตรกร รวมทั้งการเห็นถึงคุณค่าของสินค้าที่ผลิตโดยคนในชาติ  จึงทำให้สินค้าเกษตรทุกชนิดที่ผลิตในญี่ปุ่น สามารถขายได้ในราคาสูงและได้รับการยอมรับว่าคุณภาพดีกว่าสินค้านำเข้าเสียอีก
สำหรับที่ร้านชาบุเซนนี้เค้ามีที่นั่งทั้งแบบนั่งเคาน์เตอร์และแบบนั่งโต๊ะ ผมขอแนะนำให้ท่านนั่งทานที่เคาน์เตอร์นะครับ จะได้อรรถรสของการทานในหม้อส่วนบุคคลและได้เห็นพ่อครัวเค้าเตรียมเนื้อชนิดต่างๆให้กับลูกค้าไปเพลินๆ วิธีการทานชาบุชาบุ ตามธรรมเนียมนิยมนั้น เค้ามักจะทานเนื้อกันก่อนแล้วถึงจะทานผักตามหลัง แต่เดี๋ยวนี้ก็ตามใจชอบ แต่ที่ยังถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดก็คือ เค้าจะใช้ตะเกียบคีบเนื้อแล้วลวกเนื้อไปมาพอสุกๆดิบๆ เพราะถ้าสุกเกินไปเนื้อมันจะกระด้าง แล้วจิ้มน้ำจิ้มซึ่งมีให้สองชนิดคือ น้ำจิ้มซีอิ๊วรสเปรี้ยว (PONZU )และน้ำจิ้มที่ทำจากงาบด เพิ่มรสชาติด้วยต้นหอมซอยที่เค้าเตรียมไว้ไห้ ส่วนใครที่ชอบรสจัดก็สามารถเติมน้ำมันเผ็ดลงไปได้  ตบท้ายด้วยข้าวต้มหรือราเมน เสริฟมาในถ้วยเล็กพอดีอิ่ม ความสุขของมื้อนี้อยู่ที่ 5,000เยนต่อคนครับ
อีกร้านนึงที่ดังค้างฟ้าย่านกินซ่ามาไม่น้อยกว่า30ปี ก็คือ ร้านTORIGIN (5-5-7 GINZA) ผู้ชำนาญการด้านของเสียบไม้ย่างที่ทำจากไก่หลากหลายเมนู ที่เค้าเรียกกันว่า YAKI TORI  หรือไก่ย่างนั่นเอง ไก่ย่างของที่นี่เค้ามีให้เลือกกันหลายชนิดครับ มีทั้งเนื้อไก่ หนังไก่  ปีกไก่ เครื่องในไก่ และลูกชิ้นไก่ นอกจากนี้ยังมีของอย่างอื่นย่างเพื่อเพิ่มความหลากหลายเช่น ไข่นกกระทา แปะก๊วย เห็ดหอม ต้นหอม หน่อไม้ฝรั่ง หรือ เบคอน เค้าย่างให้เห็นกันจะจะในร้านนั้นเลยครับ เวลาสั่งเค้าจะถามว่าจะย่างด้วยซอสหรือย่างเกลือ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละท่าน ถ้าชอบฉ่ำๆออกรสหวานก็ต้องย่างด้วยซอส แต่ถ้าชอบแห้งนิดๆและออกรสเค็มก็ต้องย่างโรยเกลือ โดยเฉพาะปีกไก่และหนังไก่ย่างนี่ต้องย่างโรยเกลือเลยครับ สนนราคาก็เริ่มต้นที่ไม้ละ 150เยน หรือจะสั่งเป็นชุดก็มี ชุด5ไม้ 780เยน  ชุด8ไม้ 1,300เยน และชุด14ไม้ 2,490เยน
ของดังอีกอย่างของที่นี่ ที่แทบจะทุกโต๊ะต้องสั่งก็คือ ข้าวอบหน้าสารพัดที่เรียกว่า KAMAMESHI เค้าอบข้าวในหม้อขนาด1คนทานอิ่ม ประมาณ15นาที พร้อมโรยหน้าด้วยวัตถุดิบต่างๆอาทิ เนื้อไก่สับ เนื้อกุ้ง เนื้อปู เนื้อปลาแซลมอน ไข่ปลาค้อด หน่อไม้ เห็ดหอม ผักรวม หรือ เนื้อหอยเป๋าฮื้อ เสริฟมาร้อนๆในราคาแค่ 840-950 เยนเท่านั้น นอกจากนี้ในวันธรรมดา ยังมีบริการ ข้าวหน้าไก่ย่าง เสริฟพร้อมซุปและผักดอง ในราคาแค่ 710เยน แต่เค้ามีบริการเฉพาะเวลา 1100-1400 น.เท่านั้น
ร้านTORIGINนี้ออกจะหายากซักนิด เริ่มต้นที่สี่แยกกินซ่าเช่นเคย คราวนี้ให้คุณมองหาตึก SAN-AI ตึกรูปทรงกระบอกที่มีป้อมตำรวจอยู่หน้าตึก ให้เลี้ยวซ้ายไปทางร้านขายขนมญี่ปุ่นAKEBONO ที่ติดกับร้าน MENNEKEN ขายวาฟเฟิลสัญชาติเบลเยี่ยม เดินไปจนถึงซอยที่สอง แล้วให้เลี้ยวซ้ายเข้าซอยไปประมาณ80เมตร ผ่านร้าน SHANGHAI TANGขึ้นไปนิดนึง ให้สังเกตุร้านขายใบชาทางขวามือ ถัดไปนิดจะมีตรอกเล็กๆติดกับร้านขายช็อคโกแล็ต  ร้านTORIGIN อยู่ในซอยนี้แหละครับ อ้อ ใกล้ๆกันมีร้าน NEW TORIGIN ด้วย เป็นร้านที่แยกออกมาเปิด ระวังเข้าร้านผิดนะครับ
                     จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 3

โตเกียว เทรนด์ดี 3
                ใครที่เป็นนักชิมตัวพ่อ คงต้องรู้จัก MICHELIN GUIDE เล่มแดง ที่รวบรวมร้านอาหารชั้นเยี่ยมและที่พักชั้นยอดเอาไว้อย่างแน่นอน และเมื่อปีที่แล้ว MICHELIN GUIDE TOKYO 2008 ก็ออกมาให้ยลโฉมเป็นครั้งแรก และปีนี้ก็ออกของปี 2009 มาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
                ใน MICHELINE GUIDE TOKYO 2009 เค้ารวบรวมร้านอาหารระดับ 3ดาวไว้ 9ร้าน ระดับ 2ดาว 36ร้าน และระดับ 1ดาวอีก 128ร้าน รวมทั้งสิ้น 173ร้านด้วยกัน แน่นอนครับที่ส่วนมากต้องเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น ส่วนอาหารต่างชาติที่นำโด่งมาก็ต้อง อาหารฝรั่งเศสครับ และที่กินซ่าย่านเดียว ก็มีร้านอาหารระดับ MICHELIN STARอยู่ถึง 36ร้านด้วยกัน เห็นมั้ยครับว่า ย่านกินซ่า เค้าซ่าเรื่องกินขนาดไหน
                นอกจากอาหารคาวแล้ว ย่านกินซ่านี่ก็ยังอุดมไปด้วยร้านขนมต่างๆ ทั้งขนมญี่ปุ่นแบบต้นตำหรับ จำพวกเซมเบะหรือโมจิใส้ถั่วแดง ใส้เกาลัด หรือแบบปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัยเช่นโมจิไอศครีม ขนมเค้กก็มีทั้งสัญชาติดั้งเดิม และลูกผสมญี่ปุ่น เรียกว่าใครเป็นคอขนมหวานล่ะก็ มากินซ่าแล้วไม่ได้ขนมติดไม้ติดมือกลับไปก็ต้องถือว่าเสียเที่ยวครับ
                ในบรรดาอาหารญี่ปุ่นทั้งหมด ผมคิดว่า ซูชิ น่าจะเป็นหนึ่งในในอาหารยอดนิยมของทั้งคนญี่ปุ่นเองและบรรดาคนชาติต่างๆที่รู้จักอาหารญี่ปุ่นนะครับ และที่กินซ่า นี่ก็อุดมไปด้วยร้านซูชิ เป็นหลักร้อยเห็นจะได้  ความที่กินซ่านั้นอยู่ห่างจาก ทสึคิจิ (Tsukiji) ตลาดค้าส่งปลาและอาหารทะเลสดที่ใหญ่ที่สุดของโตเกียว แค่เดินเพียง15นาทีเท่านั้น ก็เลยทำให้บรรดาพ่อครัวซูชิชั้นยอดต่างพากันมาเปิดร้านซูชิที่ย่านกินซ่ากันอย่างคับคั่ง และด้วยกำลังซื้อของผู้มีอันจะกินที่มาเดินจับจ่ายใช้สอย ทำให้ร้านซูชิย่านกินซ่านั้น โดดเด่นมากเป็นพิเศษ เพราะหากฝีมือดีไม่พอแล้วล่ะก็ คงไม่สามารถดึงดูดลูกค้ากระเป๋าหนักให้มาเป็นลูกค้าประจำได้อย่างแน่นอน
                ผมมีร้านซูชิร้านนึงที่อยากจะแนะนำ ก็คือร้านคิวเบ(Kyubey) อยู่ที่ กินซ่าบล็อก 8 (Ginza 8-chome) อยู่ในซอยหลังร้านขายของเล่น TOY PARKที่แนะนำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ร้านนี้เคยได้ 1ดาวจาก MICHELIN GUIDE TOKYO 2008 ครับ  เป็นร้านซูชิตำหรับเอโดะ คือเน้นการใช้วัตถุดิบตามธรรมชาติ และดึงรสชาติของวัตถุดิบนั้นๆออกมา โดยใช้เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆ และยังคงความสดของวัตถุดิบไว้ให้มากที่สุด ซึ่งปัจจุบันซูชิตำหรับเอโดะขนานแท้ ก็หาทานได้ยากขึ้น เพราะคนรุ่นใหม่นิยมไปทานซูชิสายพานกัน เพราะสะดวกและประหยัด แต่ก็ขาดซึ่งความปราณีตและจิตวิญญานของนักปั้นซูชิแบบดั้งเดิมไปมากครับ ที่ร้านคิวเบนี้ ยังคิดค้นการนำวัตถุดิบที่แปลกใหม่อย่างเช่น ไข่ปลาแซลมอน และหอยเม่น มาเป็นหน้าซูชิ จนได้รับความนิยมไปทั่วอีกด้วยครับ
                การจะมาทานซูชิที่ร้านคิวเบ หรืออีกหลายๆร้านในญี่ปุ่นก็ต้องทำความเข้าใจ และทำใจกันซักนิด สำหรับท่านที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นแบบไทยๆเราครับ เพราะท่านอาจจะไม่คุ้นเคย เนื่องจากวัฒนธรรมการทานซูชิในบ้านเรานั้น ได้มีการดัดแปลงพันธุกรรม จนต่างจากแหล่งกำเนิดไปมากพอสมควร ถึงแม้จะปรุงแต่งรูปลักษณ์ภายนอกให้ละม้ายคล้ายแล้วก็ตามที หากแต่จิตวิญญานของการปั้นซูชินั้น แทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเลยก็ว่าได้ เพราะซูชิในเมืองไทยหลากหลายสำนัก ได้แต่เอาเครื่องซูชิที่ไม่ได้มาตรฐานมาวางไว้บนข้าวก้อนที่เย็นชืด แถมผู้สมรู้ร่วมคิด ก็พากันทานสิ่งที่เค้าเรียกว่าซูชิ นั้น กับโชยุและวาซาบิก้อนโต จนบางครั้งมองไปที่ถ้วยน้ำจิ้มแล้วชวนให้คิดว่าเป็นถ้วยสังขยาใบเตยที่มีซีอิ้วหกใส่
             
   ที่ร้านคิวเบ เค้าพิถีพิถันและใส่ใจในการปั้นซูชิมาก ที่นี่ลูกค้าจะนั่งเที่เคาน์เตอร์ทั้งหมด เมื่อท่านนั่งและสั่งชุดซูชิเรียบร้อยแล้ว เค้าจึงจะนำข้าวซูชิที่ยังอุ่นๆอยู่ พร้อมเครื่องซูชิตามที่ท่านสั่ง มาไว้ในจุดเตรียมของ ในระหว่างนั้นเค้าก็จะบริการสลัดหัวไชเท้าและสาหร่าย มาให้ท่านทานไประหว่างรอ เมื่อท่านพร้อม เค้าถึงจะเริ่มลงมือปั้นซูชิทีละคำ ในแต่ละคำก็จะใช้วัตถุดิบที่ใช้ดีงรสชาติที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับเครื่องซูชิแต่ละชนิด แต่ที่ผมประทับใจก็คือ เกือบทุกคำจะไม่มีการใช้วาซาบิเลยครับ ผมลองแกล้งขอวาซาบิเยอะๆดู เค้าก็ให้พร้อมทั้งรอยยิ้มและคำแนะนำว่าคำไหนควรทานอย่างไร และเชิญชวนให้เราทานในแบบที่เค้านำเสนอ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยครับ ทุกคำมีรสชาติอร่อย สด และมีเอกลักษณ์เฉพาะคำจริงๆ ไม่ต้องพูดถึงเครื่องซูชิระดับ โอโทโระ (เนื้อส่วนท้องที่อุดมไปด้วยไขมันของปลาทูน่า) หรือ กุ้งลายเสือที่สดขนาดยังกระดิกอยู่ตอนเข้าปาก แม้แต่ซาบะที่แสนจะธรรมดา เค้าก็ดึงรสชาติออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ว่ากันว่าพ่อครัวซูชิระดับเยี่ยม เค้าสามารถดึงรสชาติของเครื่องซูชิธรรมดาๆ ให้อร่อยได้ไม่แพ้ เครื่องซูชิระดับโอโทโระได้เลยนะครับ ซูชิชุดกลางวันขนาด10คำของที่นี่ราคาตกประมาณ 8,000เยน ถึงแม้ราคาอาจจะสูงไปบ้าง แต่รสชาตินั้นแตกต่างกับซูชิร้านธรรมดาหรือซูชิสายพานอย่างชัดเจนครับ
                คราวหน้ายังจะพาท่านตระเวนชิมในย่านกินซ่ากันต่อ แต่จะเป็นอะไรนั้น ต้องตามผมไปครับ
               
จากคอลัมน์ มองญี่ปุ่น ในหนังสือพิมพ์ Post Today ฉบับวันอาทิตย์