แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Harajuku แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Harajuku แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 27


โตเกียว เทรนด์ดี 27
          จากปากซอย Harajuku Street เดินตามถนนเมจิขึ้นไปอีกนิด คุณจะได้เจอกับอาณาจักรย่อมๆของ BEAMS 1ในสุดยอด Select Shopของญี่ปุ่น และก็เป็น 1ในร้านยอดนิยมของผมด้วย ทุกครั้งที่ได้ไปญี่ปุ่นเป็นต้องหาโอกาสแวะเวียนไปและเสียเงินเกือบจะทุกครั้งเหมือนกัน
                อาณาจักรของ BEAMS เริ่มต้นขึ้นในปี 1976 โดยคุณโย ชิตะฮาระ (Yo Shitahara) ด้วยวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าเรื่องของแฟชั่นไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้าที่สวมใส่เท่านั้น แต่หมายถึงทุกสิ่งในชีวิตประจำวันของคนทุกคน BEAMS จึงคัดเลือกและนำเสนอ สินค้าที่ดีมีคุณภาพและนำกระแสอยู่เสมอ โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าที่บ้าและพึงพอใจสินค้าของแบรนด์นี้เอามาก โดยเฉพาะเสื้อยืดครับ
 เสื้อยืดของBEAMSจะใช้แบรนด์ว่า BEAMS  T ซึ่งมีลวดลายหลากหลายให้เลือก แต่ที่โดนใจคนชอบการ์ตูนอย่างผมที่สุดก็คือรุ่น Mangart (Manga+Art) ที่มีลายการ์ตูนดังมากมายอาทิ Vagabong, Cobra, Jojo  โดยมีจุดเด่นอยู่ตรงการพิมพ์ลาย การวางตำแหน่งของลวดลายบนเสื้อที่ไม่ได้วางกลางเพียงตำแหน่งเดียว และที่สำคัญคือเนื้อผ้าของBEAMS T จะดีกว่าของแบรนด์อื่นๆรวมทั้งUT (Uniqlo T-shirt) อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเนื้อผ้าที่บางเบาแต่ไม่ย้วย แถมรูปทรงก็กระชับและดูเป็นวัยรุ่นมากกว่า เหมาะกับการสวมใส่ในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็แน่นอนที่ราคาย่อมสูงกว่า ตกราคาตัวนึงก็ประมาณ5,000เยนขึ้นไปในขณะที่ UT ราคาเริ่มต้นเพียงแค่ตัวละ1,500เยนเท่านั้น เหมาะสำหรับคนชอบคุณภาพและความต่าง เพราะเท่าที่ผมสังเกตุ เวลาใส่เสื้อBEAMSแล้วไม่เคยชนกับใครในเมืองไทยเลยครับ อาจเป็นเพราะคนไทยยังนิยมยี่ห้อที่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมอย่างยิ่งยวดเช่น เสื้อยืดพิมพ์ลายหัวใจรุ่นPLAY ของ Comme de Garcons ที่เห็นกันดาษดื่น ใส่ไปเดินสยามเมื่อไหร่เป็นต้องชนกันแทบจะทุกครั้ง
                สินค้าหลากหลายแบรนด์ที่ผ่านการคัดเลือกของBEAMS ถูกส่งสู่ตลาดตามบุคคลิกของสินค้าและลูกค้า โดยBEAMSได้แบ่งตลาดใหญ่ๆออกเป็น ตลาดสินค้าแฟชั่นสำหรับคุณสุภาพบุรุษ คุณสุภาพสตรี เด็ก และบริการเสริมอื่นๆเช่น รับตัดเสื้อ เช่าชุด ซักรีด ออกแบบงานแต่ง ร้านซีดี ร้านกาแฟ เรีบกว่าครอบคลุมวิถีชีวิตของคุณๆได้เกือบครบถ้วนตามคอนเซปของเค้าจริงๆ
          สำหรับที่ฮาราจูกุนี้ มีร้านBEAMS ให้คุณเลือกช้อปถึงได้ถึง7ร้านแยกออกเป็นแบรนด์ย่อยๆถึง11แบรนด์โดยมี Flagship Storeแห่งแรกของค่าย คือBEAMS Harajuku เป็นแม่ทัพใหญ่  ครอบคลุมสินค้าแฟชั่นวัยรุ่นชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ใครที่ตามหากางเกงยีนส์ฟิตปั๋งที่มีโลโก้หัวกะโหลกยิ้ม CHEAP MONDAY จากสวีเดน คงได้สมใจที่นี่  FRED PERRYแบรนด์ผู้ดีจากสหราชอาณาจักรที่ใส่แล้วดูเนี้ยบกว่าแบรนด์ไหนๆก็มีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเสื้อยืดสวยๆในคอนเซปท์ Art for Everyday ให้คุณเลือกสวมใส่ได้ทุกวันได้ที่ BEAMS T เพียงแค่เดินเข้าร้านก็ตื่นเต้นแล้วครับ โดยเฉพาะราวแขวนเสื้อที่เคลื่อนวนโชว์เสื้อยืดลายเด่นยั่วน้ำลายมองเห็นแต่ไกล นอกจากเสื้อยืดรุ่นMangartแล้ว ใครที่ชอบลายออกหวานนิดๆอย่าลืมมองหาเสื้อยืดพิมพ์ลายของ Kim Songhe มาลองใส่ดู รับรองว่าต้องติดใจ ส่วนคุณผู้หญิงก็ต้องเข้าไป Ray BEAMS ที่คัดเลือกแบรนด์ทั่วโลกมาให้สาวๆได้ช้อปกันถึงกว่า150แบรนด์ในที่เดียว จำนวนชิ้นอาจไม่มากนัก ดังนั้นหากเห็นชิ้นไหนที่ถูกใจกรุณาหยิบไว้ก่อน ถ้าไม่อยากผิดหวังเหมือนที่ผมเคยลังเลและพลาดให้กับสาวน้อยที่แอบปาดหน้าเค้กไปเพียงเสี้ยววินาที สำหรับหนุ่มน้อยที่ชอบเสื้อผ้าแนวทหารหรือแนวกีฬาก็ต้อง BEAMS BOY ที่จะฉีกออกไปในสไตล์อเมริกัน และถ้าจะเน้นแต่พวกเสื้อทีมกีฬา ร้านUniform Circus BEAMSมีให้แฟนๆได้เลือกกันจนหนำใจ  แต่ถ้าไม่ชอบอะไรที่หวือหวาหรือนำเทรนด์จนเกินตัวก็ขอเรียนเชิญที่BEAMS F เหมาะสำหรับรุ่นโตขึ้นมาอีกหน่อยแต่อยากใช้ของวัยรุ่นอะไรประมาณนั้น และถ้าต้องการสินค้าที่หรูหรากว่าก็ต้องร้านVermeerist BEAMS หรือถ้าชอบแบบลำลองสบายๆก็ไปที่ BEAMS PLUS  ถ้าอยากได้แผ่นเสียงดีๆแผ่นซีดีโดนๆก็ที่ BEAMS Records และถ้าอยากดูของดีมีดีไซน์ที่ไม่ใช่เสื้อผ้า เค้าก็มีTokyo Cultuart by BEAMS ไว้สนองความต้องการ ไปฮาราจูกุย่านเดียวได้ของBEAMSเกือบครบ สมกับคอนเซปที่ว่า แฟชั่นเป็นทุกสิ่งในชีวิตจริงๆครับ

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 26


โตเกียว เทรนด์ดี 26
          พื้นที่ด้านในของ Jingu-mae บล็อก 3-4 นี้เรียกว่า Ura-Harajuku แปลว่า ด้านหลังของฮาราจูกุ ซึ่งโดยปกติด้านหลังของที่ไหนๆก็มักจะดูเงียบๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ไม่ใช่ที่ฮาราจูกุครับ เพราะด้านหลังของฮาราจูกุนี้อุดมไปด้วยร้านเล็กร้านน้อย ที่เน้นหนักไปทางแฟชั่นบนกระแสแต่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ถ้าเป็นแบรนด์ที่คุ้นชื่อ ร้านเค้าก็จะเลือกแบบเลือกสีที่ดูดีมาให้แล้ว เหมาะกับวัยรุ่นตอนปลายประมาณเด็กมหาวิทยาลัยขึ้นไป เดินเล่นแถวนี้ไป ก็ดูคล้ายกับเดินเล่นแถวๆสยามอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีรถราหนาแน่น ไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ไม่มีธนาคารกับร้านกาแฟ ไม่มีโรงภาพยนต์ และไม่มีรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้งหมูทอด เท่านั้นเอง
                จะเข้าไปใน Ura-Harajuku ก็ควรเริ่มต้นจากร้านGap ตรงสี่แยกฮาราจูกุนั่นแหละครับ ถ้าหันหน้าเข้าหาร้านGap และหันหลังให้ตึก Laforet จะเลือกเดินไปทางซ้ายหรือทางขวาก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเลือกเดินไปทางซ้ายตามถนนเมจิ (Meiji Dori)ขึ้นไปก็จะง่ายหน่อย เพราะคุณทำความคุ้นเคยกับร้านฝั่งตรงข้ามอย่าง H&M และ Forever 21ไปหมาดๆ คงไม่วอกแวกให้เสียความตั้งใจไปได้ง่ายกว่าที่จะเดินไปทางขวา เมื่อเดินจากร้านGap ไปทางซ้ายหน่อยเดียวคงต้องแวะเสียเวลาสักนิดกับร้าน Hanjiro บนตึกYM Square Harajuku เอาใจคนชอบแฟชั่นแนววินเทจบ้าง นอกจากเสื้อผ้าแนววินเทจในราคาที่เป็นมิตรกับผู้ซื้อและเสื้อผ้ามือสองราคาถูกใจวัยรุ่นแล้ว การจัดร้านของที่นี่ก็เก๋ไก๋ถูกใจไปด้วยโดยเฉพาะเพดานเปลือยให้เห็นโครงสร้างและแนวท่อทาสีขาวห้อยโคมระย้าอยู่ทั่วไป ราวแขวนเสื้อทำจากไม้อัดแน่นเรียงรายไปด้วยเสื้อผ้าอินเทรนด์ ผนังสีอ่อนแขวนกรอบรูปและกระจกเงาที่เข้ากันดีกับบรรยากาศของร้าน ทำให้Hanjiroกลายเป็นขวัญใจของวัยรุ่นแนววินเทจไปในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี และขยายสาขาออกไปทั่วญี่ปุ่นถึง19แห่ง
                พูดถึงตึก YM Square Harajuku แล้วก็ต้องบอกให้ทราบกันไว้ว่าตึกนี้เป็นของบริษัท Yoku Mokuครับ ชื่อคุ้นๆแบบนี้ใช่แล้วครับ ก็ขนมอบม้วนเป็นแท่งรูปทรงเหมือนซิการ์ที่หลายท่านรู้จักกันดีในยี่ห้อYoku Mokuนั่นแหละครับ ขนมซิการ์นี้เป็นหนึ่งในขนมอร่อยมากของญี่ปุ่นที่ขึ้นชั้นติดอันดับและมีวางจำหน่ายอยู่ตามชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าดังๆแทบทุกห้าง รวมถึงที่ร้านขายของฝากตามสนามบินแทบทุกแห่งของญี่ปุ่นด้วย ระยะหลังเริ่มหันมาเอาดีด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดูบ้างโดยจับมือกับบริษัทTakenakaหนึ่งในเจ้าพ่อวงการก่อสร้างของญี่ปุ่น  และก็ไปได้สวย เพราะได้พื้นที่ทำเลทองซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบันแบบนี้ไป ทำให้ตึก YM Square Harajuku เป็นอีกหนึ่งตึกสวยของย่านนี้
 นอกจากHanjiro บนชั้น3และ4แล้ว บนชั้น2ของตึก ยังเป็นที่ตั้งของร้าน Adidas Concept Shop ด้วย ร้านนี้ไม่ใช่ร้านรองเท้าแนวสตรีทแฟชั่น แต่เป็นร้านรองเท้าวิ่งที่มีดีกรีเป็นถึง Running Flagship Store ของ Adidas ทีเดียวเชียว ก็เลยมีดีกว่าที่อื่นๆตรงที่ ที่นี่เค้าใช้ระบบ Footscan มาวิเคราะห์ลักษณะเท้าของลูกค้าเป็นแห่งแรกของญี่ปุ่น ทำให้คุณได้รองเท้าที่เหมาะสมกับลักษณะเท้าและน้ำหนักตัวของคุณมากกว่าที่จะไปซื้อหาตามร้านทั่วไป ยังเหลืออีกร้านที่ชั้นใต้ดิน B1F ร้าน KINJI แนวเดียวกันกับ Hanjiro ถึงการแต่งร้านดูจะด้อยกว่า สินค้าเสื้อผ้ากลับไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ของKINJIเค้าจะเน้นหนักไปทางเสื้อผ้ามือสอง ไหนๆก็มาตึกนี้กันแล้วแวะดูทั้ง2ร้านจะเป็นไรไป ใครชอบเสื้อผ้ามือสองลองไปดูกันครับ
                จากตึกYM Square Harajukuขึ้นไปไม่ไกลจะเจอกับทางเข้าUra-Harajuku ฝั่งถนนเมจิ  สังเกตุดูได้ง่ายมากเพราะตรงหน้าปากซอยจะมีป้ายโลหะรูปโค้งเขียนไว้ว่า Harajuku Street ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าคือฮาราจูกุที่แท้จริง ไม่ใช่ถนนทาเคะชิตะ (Takeshita Dori)ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในHarajuku Streetนี้ ก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกครับ เป็นโลกของวัยรุ่นคนละพวกคนละวัยกับในถนนทาเคะชิตะ เดินเข้าไปก็จะเจอซอยเล็กซอยน้อยแยกซ้ายแยกขวาตลอดทาง จำหลักไว้นิดนึงครับ ถ้าเดินแยกขวาเข้าไป ทุกซอยจะออกต้องมาโผล่ที่ถนนโอโมเทะซันโดครับ แต่ถ้าเดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆก็จะไปชนกับ Cat Street ส่วนที่2 ที่ข้ามยาวมาจากชิบุยะโน่น และ Cat Street ส่วนนี้ก็มีอารมณ์คล้อยตามฝั่งฮาราจูกุ ที่แตกต่างจากฝั่งชิบุยะไปอยู่บ้าง เหมือนพี่กับน้องที่ชอบของคนละวัยยังไงยังงั้นแหละครับ
               

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 25


โตเกียว เทรนด์ดี 25
            อิ่มจาก Kyushu Jankara Ramen แล้วก็ไปต่อกันเลย ออกจากร้านเลี้ยวซ้ายไปตามถนนโอโมเทะซันโด MUJI รอคอยคุณอยู่ในซอยถัดไปเพียงแค่ไม่กี่ก้าว ใครเป็นแฟนตัวจริงของMUJI ต้องไม่พลาดการเป็นเจ้าของเครื่องเล่นซีดีแบบติดผนัง ที่ออกแบบโดยคุณนาโอโตะ ฟุคะซาวะ (Naoto Fukasawa) ดีไซน์เนอร์ระดับเทพของญี่ปุ่น ที่ดูเรียบง่ายแต่คูลมากเสียจนต้องเข้าไปอยู่ใน MoMA (Museum of Modern Art) ที่นิวยอร์คกันทีเดียว ด้วยรูปลักษณ์และฟังชั่นการใช้งานที่แสนจะธรรมดาเสียจนหาปุ่มต่างๆแทบจะไม่เจอ โดยเฉพาะปุ่มplayที่ไม่มีให้คุณกดแต่เปลี่ยนเป็นระบบดึงแทน และเมื่อมันมาอยู่บนผนังข้างโต๊ะทำงานของคุณแล้วดีไซน์ที่เรียบง่ายก็จะโดดเด่นขึ้นมาแต่ก็ไม่หวือหวาเกินงามจนทำให้ข้าวของชิ้นอื่นๆหมดราคาไปแต่อย่างใด นอกจากเครื่องเล่นซีดีแล้วสินค้าชิ้นอื่นๆก็น่าซื้อน่าใช้ไปเสียหมด
                พาดพิงถึงคุณ Naoto Fukasawa ไปหน่อยนึง เลยอดที่จะเล่าถึงไม่ได้ คุณฟุคะซาวะ ปัจจุบันเป็นDesign Director อยู่ที่ Plusminuszero  บริษัทผลิตสินค้าในครัวเรือนที่คูลที่สุดในญี่ปุ่น ที่ส่งสินค้าที่ดูดีมากมายหลายชิ้นออกสู่ตลาดตั้งแต่นาฬิกาแขวน เครื่องคิดเลข เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องชงกาแฟ พัดลม กาต้มน้ำ ที่เห็นแล้วกระตุ้นต่อมอยากแทบทุกชิ้น โดยเฉพาะHimidifier เครื่องทำความชื้นที่ดูยังไงก็ไม่เหมือน ดูกี่ทีมันก็งานศิลปะสวยเรียบเหมาะกับการตกแต่งมากกว่าจะเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า เลยทำให้เจ้าเครื่องHimidifier นี้ ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปอยู่ใน MoMA (Museum of Modern Art) กันอีกชิ้น
                คุณฟุคะซาวะ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศิลปะ ทามะ (Tama Art University) ชานกรุงโตเกียว เมื่อปี1980 เริ่มงานแรกที่บริษัท Seiko Epson จากนั้นก็ย้ายไปทำงานที่สหรัฐอเมริกากับบริษัทที่ปรึกษาและออกแบบผลิตภัณฑ์ IDEO เป็นเวลา8ปี จึงได้กลับมาร่วมเปิดสำนักงานสาขาของ IDEO ในกรุงโตเกียว จนฝีมือแก่กล้าจึงได้ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองชื่อ Naoto Fukasawa Design ขึ้นในปี2003 รับจ๊อบมากมาย หนึ่งในนั้นคือไปนั่งเป็นกรรมการใน MUJI ช่วยดูแลสารพัดสินค้าที่โดนใจเราๆเสียเหลือเกิน  หลายปีหลังนี่ยิ่งดังจนฉุดไม่อยู่เพราะงานที่คุณน้าฟุคะซาวะเค้าออกแบบ ไปชนะได้รางวัลระดับโลกมาหลายชิ้น สินค้าแต่ละชิ้นเห็นแล้วน้ำลายไหลชวนให้เป็นเจ้าของเป็นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือของ KDDI/au รุ่น info.bar และรุ่น INFOBAR 2 ที่ถูกใจคนใช้โทรศัพท์มือถือด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเป็นมิตรกับผู้ใช้ด้วยแป้นกดที่ใหญ่กว่าปกติ หรือรุ่น Ishicoro ที่ออกแบบมาให้ดูเหมือนก้อนหินที่เกลี้ยงเกลา และรุ่น neon ที่เรียบง่ายที่สุด เสียดายที่คนไทยเราไม่มีโอกาสได้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เราอยากใช้ ก็ต้องยอมรับชะตากรรมใช้โทรศัพท์ที่เค้าอยากขายกันต่อไป
นอกจากงานออกแบบแล้ว คุณฟุคะซาวะยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยศิลปะ มุซาชิโนะ และเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยศิลปะ ทามะที่ตัวเองเคยศึกษาอีกแห่งหนึ่งด้วย ใครที่อยู่เมืองไทยและอยากได้สินค้าจากการออกแบบของคุณฟุคะซาวะ ก็คงต้องไปหาซื้อเจ้าเครื่องเล่นซีดีแบบติดผนัง ที่MUJI ในห้างเซ็นทรัล มาใช้กันไปก่อน ไว้มีโอกาสมาญี่ปุ่นเมื่อไหร่ ค่อยมาไล่เก็บชิ้นที่ถูกใจแต่ไม่ถูกเงินก็แล้วกันครับ
                ผ่านMUJIไปไม่ไกลก็จะชนกับสี่แยกฮาราจูกุ และเมื่อคุณข้าถนนตรงขึ้นไป ร้านGAPสาขาฮาราจูกุ ที่มีดีกรีเป็นถึงFlagship Store รอคุณอยู่ตรงหน้า อันที่จริงสี่แยกนี้ดูเหมือนสถานที่ชุมนุมจอมยุทธ มีGAPอยู่มุมหนึ่ง มีH&Mอยู่เยื้องๆ UTอยู่อีกด้านของถนน และZARAอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ใครชอบแบรนด์ไหนเลือกเข้าได้ตามใจ หรือจะเช็คเทรนด์กันก่อนตัดสินใจก็ไม่ต้องเดินกันไกลเข้าร้านโน้นออกร้านนี้มีเวลาไม่มากแต่เดินได้ครบ สมกับเป็นสี่แยกแห่งแฟชั่นจริงๆ
                ตรงมุมสี่แยกฝั่งร้านGAP ตรงนี้ออกไปทั้งทางซ้ายจนชนกับสี่แยกใหญ่และตรงไปตามถนนโอโมเทะซันโดจนเลยตึกโอโมเทะซันโดฮิลล์ไปหน่อยนึง จะครอบคลุม Jingu-Mae บล็อก 2-3-4ทั้งหมด
โดยที่บล็อก2 จะค่อนข้างจะเงียบกว่าเพราะเป็นย่านที่พักอาศัยและเป็นที่ตั้งของสถานฑูตหลายแห่ง แต่บล็อก3และ4นี่สิครับ ทั้งที่อยู่ริมถนนใหญ่และในซอย ซื้อสนุกได้ไม่แพ้กัน ใครนิยมแบรนด์ที่คุ้นชื่อก็เดินรอบนอก แต่ถ้าชอบแบรนด์ท้องถิ่นต้องซอกแซกด้านในครับ จะมีอะไรน่าสนใจรอไว้อาทิตย์หน้าจะพาเที่ยวกันต่อครับ

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 24


โตเกียว เทรนด์ดี 24
            เสร็จจากการเยี่ยมชมศาลเจ้าเมจิแล้ว ผมจะพาคุณไปรู้จักกับราเมนอีกร้านนึงครับ เป็นราเมนน้ำซุปกระดูกหมู(Tonkotsu Ramen) บ่งบอกยี่ห้อว่ามาจากเกาะคิวชูชัดเจน ดูได้จากชื่อร้านคือ Kyushu Jangara Ramen (คิวชู จังการะ ราเมน) ราเมนเจ้านี้โดดเด่นที่ความเข้มของน้ำซุปกระดูกหมูตามตำหรับคิวชู ใครที่ชอบซุปข้นๆหนักๆ ต้องไม่พลาด ยิ่งได้ซดร้อนๆตอนหน้าหนาวด้วยแล้ว ออกจากร้านมาสู้หนาวไปได้อีกหลายชั่วโมง
                เส้นทางไปก็ง่าย  เมื่อออกมาจากศาลเจ้าเมจิแล้วก็เดินเลี้ยวซ้ายผ่านสะพาน Jingu Bashi ไปแล้วก็หักซ้ายนิดนึงก็ข้ามถนนตรงทางม้าลายหน้าสถานีรถไฟ JRฮาราจูกุไปฝั่งตรงข้าม หรือถ้าพลังขายังเต็มเปี่ยมและน้ำเลี้ยงข้อเข่ายังสมบูรณ์จะข้ามสะพานลอยก็ได้ เสร็จแล้วให้เดินไปทางถนนโอโมเทะซันโด เมื่อผ่านแยกไปนิดเดียวก็เจอแล้วครับ ให้สังเกตุทางซ้ายจะเห็นป้ายร้านindio ร้านขายเสื้อผ้าคุณสุภาพสตรีที่อยู่ต่ำกว่าแนวถนนลงไป บนร้านindio ก็คือร้าน Kyushu Jangara Ramenครับ แต่ที่หน้าร้านอาจจะมองหาป้ายภาษาอังกฤษยากสักนิด แต่รับรองว่าไม่มีพลาดเพราะมีป้ายโฆษณาราเมนชามโตให้เห็นเด่นชัด ใครไม่สันทัดการส่งภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกังวล ที่นี่เค้ามีเมนูภาษาไทยให้อ่านจะได้ไม่พลาดความอร่อย เพราะคุณเจ้าของร้านที่ยังดูวัยรุ่น เค้าให้ความสำคัญกับลูกค้าชาวไทย ไหว้วานให้เพื่อนชาวไทยช่วยแปลเมนูทั้งหมดเป็นภาษาไทย จึงง่ายต่อชาวเราเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะเพียงเหตุผลนี้ก็ควรที่เราจะลองไปชิมราเมนของคนที่เค้าเห็นว่าเราสำคัญแล้วล่ะครับ
เมนูฮิตของร้านก็ไม่พ้นราเมนที่ชื่อเดียวกับร้าน Kyushu Jangara นั่นแหละครับ ต้องบอกว่าราเมนชามนี้เค้าใส่เครื่องเต็มที่จริงๆ เครื่องมาตรฐานอย่าง หน่อไม้ สาหร่าย หมูชาชู และไข่ต้มนั้นมากันครบ แต่ที่เพิ่มมาก็คือหมูสามชั้นต้มซีอิ๊วชิ้นโตและไข่ปลาเมนไทโกะที่ออกรสเผ็ดนิดๆ ของยอดฮิตของเกาะคิวชูเค้า ทำให้ราเมนชามนี้เหมาะสำหรับคนนิยมเครื่องเยอะและรสจัดเป็นอย่างยิ่ง แต่อาจไม่ถูกปากหากไม่ชอบความมัน นอกจากบรรดาเครื่องเคราที่ใส่มามากจนทานแทบไม่หมดแล้ว เส้นราเมนของร้านนี้ก็เป็นเส้นราเมนตามคิวชูนิยม คือราเมนเส้นเล็กที่ง่ายกับการทาน โดยเฉพาะการลวกเส้นของบรรดาราเมนจากคิวชูนั้น ถอดแบบเอกลักษณ์จากคิวชูที่มักจะลวกเส้นไม่นาน เนื้อเส้นจึงยังไม่นุ่มจนเกินไปและยังคงความแข็งอยู่บ้าง เพราะหากลวกนานจนเกินพอดี เส้นราเมนที่เล็กอยู่แล้วจะยิ่งนุ่มจนเละและยากต่อการทาน ความที่คนคิวชูนิยมทานราเมนในช่วงเวลาที่จำกัด การลวกเส้นให้สุกเพียงเล็กน้อย จึงสอดคล้องกับวิถีแห่งคนคิวชูเป็นอย่างยิ่ง
                และที่ต้องบอกกันอีกเรื่องสำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของราเมนจากคิวชู ไม่ว่าจะเป็นเจ้าไหนก็ตาม เค้าจะมีบริการพิเศษสำหรับคนที่กินมากเป็นพิเศษ สามารถสั่งเส้นเพิ่มได้ในราคาแค่ 100-150เยน ขึ้นอยูกับแต่ละร้าน และที่สำคัญคือต้องเหลือน้ำซุปในชามอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เค้าถึงจะให้บริการ ถ้าเผลอไผลอดใจไว้ไม่อยู่ ซดน้ำซุปจนหมดถ้วยหรือเหลือติดก้นชามอยู่เพียงน้อยนิด เค้าสามารถปฏิเสธที่จะให้บริการนี้กับคุณได้นะครับ ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างจะละเมียดกว่าการสั่งเพิ่มเส้นตั้งแต่ต้นเหมือนที่หลายๆร้านเค้าทำกัน เพราะร้านแบบนั้นเค้ามักจะมีลูกค้าเป็นคนทำงานหรือนักศึกษาที่ต้องการทานราเมนในปริมาณมากจนอิ่มในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เวลาที่เค้าลวกเส้นมามากกว่าปกติจึงทำให้สัดส่วนที่มาตรฐานของราเมนชามนั้นเกินความพอดี เพราะปริมาณของเส้นมากเกินไป ทำให้ต้องรีบเร่งทานก่อนที่เส้นมันจะอืด ดังนั้นการสั่งเส้นเพิ่มในภายหลังจึงน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้สัดส่วนของราเมนและน้ำซุปยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาตรฐาน ทำให้ท่านได้ตัดสินใจก่อนที่จะทานเส้นราเมนเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้เสียทรัพยากรไปโดยใช่เหตุ เป็นอีกวิธีที่สามารถลดการสิ้นเปลืองวัตถุดิบและพลังงาน ช่วยลดโลกร้อนได้ตามสมัยนิยม (ที่เวลาหน่วยงานไหน คิดโครงการอะไรใหม่ๆไม่ค่อยจะออก ก็ผลักดันโครงการลดโลกร้อนหรือลดการใช้พลังงานออกมาโดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกและจิตสำนึกกันแบบนั้นจริงๆ ลองไปดูเถอะครับว่า หน่วยงานต่างๆเหล่านั้น ทุกวันนี้ยังเปิดแอร์ เปิดไฟ ใชน้ำและขึ้นลิฟท์ในที่ทำงานกันอย่างปกติหรือเปล่า เพียงแค่เรื่องเหล่านี้ หากยังรณณรงค์กันเองในหน่วยงานไม่ได้  แล้วใครที่ไหนเค้าจะให้ความร่วมมือล่ะครับ)
                วิธีการสั่งราเมนเจ้านี้ก็ต่างจากราเมนเจ้าอื่นๆตรงที่ เมื่อคุณเดินขึ้นไปในร้านแล้ว จะเจอกับเคาน์เตอร์เก็บเงินเล็กๆทางซ้ายมือ ให้สั่งราเมนที่ชอบพร้อมชำระเงินให้เรียบร้อบ แล้วถึงจะไปนั่งรอทาน อันที่จริงก็คล้ายกับการกดเลือกเมนู ตามตู้กดของร้านอาหารแบบจานด่วนทั่วไปของญี่ปุ่นนั่นแหละครับ แต่ที่นี่ยังคงรักษาปฏิสัมพันธ์ระดับพื้นฐานเอาไว้ ยังให้คนได้พูดจากับคนอยู่ จึงดูเหมือนว่าจะเป็นเสน่ห์ของร้านไปโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะคุณป้าที่นั่งเก็บเงินรับออร์เดอร์ เห็นแล้วเหมือนกับตอนที่เดินเข้าไปสั่งอาหารในร้านข้าวแกงแถวบ้านยังไงยังงั้นครับ
                และด้วยขนาดของร้านและความจำกัดของพื้นที่ ส่วนนั่งรับประทานจึงมีแต่เฉพาะที่นั่งที่หันหน้าเข้าส่วนปรุงอาหารที่จัดเป็นแถวเรียงยาว1ชุด และส่วนที่หันหน้าออกมองเห็นถนนโอโมเทะซันโดอีกหนึ่งชุด โดยมีโต๊ะเล็กๆนั่งได้ไม่กี่คนอีก2-3ตัว เวลามีลูกค้ามารอต่อคิวกันมากๆ พื้นที่ว่างในร้านก็จะเต็มไปด้วยลูกค้ายืนเรียงอยู่ด้านหลัง รอชิมราเมนชามโปรดอยู่อย่างเป็นระเบียบ ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะเป็นการกดดันให้ต้องเร่งรีบลิ้มรสความอร่อยในแบบของคนญี่ปุ่น ไม่ใช่นั่งละเลียดชิมไปคุยไปเหมือนอย่างในบ้านเรา

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 23


โตเกียว เทรนด์ดี 23
            ในความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น ฮาราจูกุ เป็นย่านช้อปปิ้งและศูนย์รวมของวัยรุ่นหลายระดับ แต่ในความสนุกสนานและมีสีสันกลับแฝงไว้ด้วยความสงบของศาลเจ้าเมจิ ที่อยู่ห่างกันไปแค่ไม่กี่ก้าว ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวสองเรื่องที่แตกต่ากัน จะสามารถดำรงอยู่เคียงข้างกันได้โดยไม่ขัดแย้ง
                หากคุณเดินออกจากสถานีรถไฟJRฮาราจูกุทางด้านใต้ ก็จะมาโผล่ตรงทางแยกใกล้กับสะพาน Jingu Bashi ซึ่งเป็นสะพานสั้นๆข้ามทางรถไฟ สุดสะพานอีกด้านก็เป็นทางเข้าศาลเจ้าเมจิ มีคนสัญจรไปมาเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นวันอาทิตย์ คุณจะเห็นถึงความต่างตรงมุมสะพานนั่นแหละครับ วัยรุ่นเค้าจะมาถึงแถวนี้กันตอนสายๆ ตอนมาถึงก็ยังอยู่ในชุดปกติ แต่พอรวมตัวกันได้ ก็จะพากันไปแปลงกายเป็นโน่นนี่นั่น ตามคอนเซ็ปของกลุ่ม สถานที่แปลงกายก็ไม่พ้นห้องน้ำสาธารณะของสถานีรถไฟนั่นแหละครับ เมื่อแต่งตัวเต็มที่กันแล้ว ก็ได้เวลาออกมาแสดงตัว ให้นักท่องเที่ยวได้ยืนชมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บนสะพานที่เคยกว้างขวางกลับแคบลงไปจนแทบจะไม่มีที่ให้เดิน ล้นหลามไปจนถึงลานด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเมจิ แต่จากทางเข้าศาลเจ้าลงไปกลับสงบเงียบเหมือนมีเส้นแบ่งไว้โดยไม่มีใครรุกล้ำ เป็นเพื่อนบ้านที่มีมรรยาทต่อกัน ต่างมีสีสันของตนแต่ก็เคารพในกันและกัน นี่แหละครับความมหัศจรรย์อีกอย่างของฮาราจูกุ
                ศาลเจ้าเมจิ เป็นศาลเจ้าหลวงในศาสนาชินโต ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศและเป็นที่สถิตย์วิญญานขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่มีความสำคัญกับประเทศญี่ปุ่นยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง และได้รับความเคารพจากชาวญี่ปุ่นยุคปัจจุบันมากที่สุด สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงขึ้นครองราชเป็นจักรพรรดิองค์ที่122ของญี่ปุ่นในปีคศ.1867 ในขณะที่พระองค์มีพระชนม์มายุได้เพียง15พระชันษา หลังจากที่รัฐบาลทหารของโชกุนตระกูลโตกุกาวะอ่อนกำลังลง และถูกพันธมิตรจากแคว้นสัทสึมะ (Satsuma หรือเกาะคิวชูในปัจจุบัน) และแคว้นโจชู (Choshu หรือจังหวัดยามะกูจิในปัจจุบัน) ได้รวมกำลังกับซามูไรท้องถิ่นและสถาปนากองทัพหลวงของสมเด็จพระจักรพรรดิขึ้น เพื่อต่อต้านการปกครองของระบอบโตกุกาวะ และนำพระราชอำนาจกลับคืนสู่องค์สมเด็จพระจักรพรรดิอีกครั้ง หลังจากที่โดนริดรอนพระราชอำนาจลงโดยโชกุนคนแรกของญี่ปุ่น มินาโมโตะ โยริโตโมะ ตั้งแต่ปีคศ.1192เป็นต้นมา ทำให้ประเทศญี่ปุ่นในยุครัฐบาลทหารที่เรียกว่า บากูฟุ (Bakufu)ปกครองประเทศนั้น มีจักรพรรดิเพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศและประกอบกิจที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเท่านั้น แต่ขาดซึ่งพระราชอำนาจในการปกครองที่แท้จริง
                หลังจากที่ทรงขึ้นครองราชแล้ว ก็ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมายังเมืองเอโดะและเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว ทรงปรับปรุงประเทศญี่ปุ่นขนานใหญ่ ทรงให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาแผนตะวันตก โดยได้ทรงส่งนักศึกษาหลายพันคนออกไปศึกษาหาความรู้ต่อยังต่างประเทศ และทรงจ้างอาจารย์ชาวต่างชาติมาสอนสรรพความรู้ของโลกตะวันตกให้กับนักศึกษา เป็นการเปิดโลกทัศน์ของญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่ถูกปิดประเทศตามนโยบายของรัฐบาลโตกุกาวะมานานกว่า200ปี ความเจริญและความก้าวหน้าจากซีกโลกตะวันตกได้ถาโถมเข้าสู่ญี่ปุ่นอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาตนเองทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การปกครอง วิทยาศาสตร์ การศึกษาและอุตสาหกรรม จนสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมจากประเทศที่ล้าหลัง ก้าวสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็วด้วยนโยบาย ประเทศเข้มข้น กองทัพเข้มแข็ง และภายในระยะเวลาเพียงแค่ 30ปี ญี่ปุ่นก็สามารถเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจแห่งเอเชียอย่างเบ็ดเสร็จ จนทำให้บรรดาชาติตะวันตกที่เคยมาเอารัดเอาเปรียบ ต้องพิจารณาและปรับปรุงความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นกันใหม่  จึงทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นรำลึกถึงพระปรีชาของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ มาจนทุกวันนี้
                สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงสวรรคตเมื่อปี 1912 หลังจากนั้นด้วยความสมัครใจของประชาชนกว่า100,000คน ศาลเจ้าเมจิก็ถูกสร้างสำเร็จในปี1921 แต่ก็ถูกทำลายลงด้วยภัยจากสงครามโลกครั้งที่2 จากนั้นไม่นานก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาอีกครั้งในปี1958 และได้รับความสำคัญ ถูกจัดให้เป็นศาลเจ้าชินโตระดับสูงจากรัฐบาล มีประชาชนเข้ามาสักการะกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันที่ 1มกราคมของทุกปี จะมีประชาชนมาขอพรรับปีใหม่มากถึง3,000,000คน แต่จำนวนไม่ใช่อุปสรรคของความเคารพและศรัทธา ทุกคนต่างทยอยเดินฝ่าความหนาวกันมาตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่31ธันวาคม ล้นหลามออกไปจนถึงด้านนอก ทำให้บริเวณที่เคยกว้างขวาง แคบลงถนัดใจแต่ไม่มีใครใจแคบเลยซักคน ทุกคนพากันขว้างเหรียญเข้าไปยังกล่องรับบริจาคเวอร์ชั่นพิเศษที่เพิ่มความกว้างของปากกล่อง แต่ก็ยังมีเหรียญอีกเป็นจำนวนมากที่หลุดออกไปโดนเสาบ้างคานบ้าง เห็นเป็นริ้วรอยแห่งศรัทธาอยู่ทั่วไป
                ลองหาโอกาสไปศาลเจ้าเมจิดูนะครับ  แล้วคุณจะมีความสุขที่ได้จากความสงบ ปล่อยใจให้อ้อยอิ่งไปกับทางเดินโรยกรวดที่กว้างยาวสุดตา เสาโทริอิทำด้วยไม้ขนาดใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ตลอดสองข้างทาง จะทำให้คุณเหมือนได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง และเมื่อคุณได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าศาลเจ้า คุณจะได้รับรู้ถึงความสุขสงบที่ได้เป็นส่วนหนี่งของธรรมชาติ ที่คุณทำหล่นหายไปในความวุ่นวายของสิ่งรอบตัว ให้เวลากับศาลเจ้าเมจิซักชั่วโมง แล้วคุณจะได้สติกลับมามากเหลือเกิน
               

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 22


โตเกียว เทรนด์ดี22
หลังจากH&M สาขาฮาราจูกุเปิดตัวไปได้เพียงแค่5เดือน แบรนด์น้องใหม่ไฟแรงจากสหรัฐอเมริกา Forever 21 ก็ตามมาติดๆ โดยถือเอาวันแรกของช่วงวันหยุดยาวของคนญี่ปุ่น (Golden-week) วันที่29 เมษายน 2009เป็นฤกษ์ประเดิมชัย แถมยังมาตั้งติดอยู่กับH&M แบบประชิดตัว แย่งชิงลูกค้ากันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันกันเลยทีเดียว โดยมีคอนเซปสินค้าคล้ายกันมากคือ มาเร็วขายเร็วไปเร็ว ในด้านการออกแบบอาจจะดูเป็นรอง แต่เรื่องราคานี่มันช่างเย้ายวนใจสาวญี่ปุ่นเสียจริงๆ ถึงขนาดที่ว่าวันเปิดร้านวันแรกมีคิวยาวจากหน้าร้านไปจนชนสี่แยกฮาราจูกุแล้วเลื้อยไปตามถนนโอโมเทะซันโด ไม่น้อยหน้าH&Mเท่าไหร่นัก
Forever 21 มีต้นกำเนิดอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดยคุณ Do-Won Chang ลูกครึ่งอเมริกันเกาหลีและคุณ Jin Sook ศรีภริยา ในปี1984 โดยใช้ชื่อว่า Fashion 21 เน้นขายเสื้อผ้าตามเทรนด์เกาหลีให้กับคนเกาหลีในเมืองแอลเอ แต่กลับเป็นที่นิยมของบรรดาผู้คนที่ผ่าไปมาแถวนั้นไปด้วย จนทำให้ธุรกิจเติบโตหลายร้อยเปอร์เซนต์ จากร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆริมถนนจนมาสู่ร้านใหญ่ในศูนย์การค้า และเปลี่ยนชื่อเป็น Forever 21 ในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังแตกไลน์ไปอีกหลายแบรนด์อาทิ XXI Forever, Love 21, Twelve by Twelve เป็นต้น ใครที่เคยไปเดินช้อปปิ้งที่Central World ก็คงจะเคยเจอร้าน XXI Forever แต่ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ทั้งบรรยากาศ การจัดร้าน พนักงาน และสินค้า แตกต่างจากที่ฮาราจูกุพอประมาณ ไม่สามารถนำไปเทียบกันได้ และอีกอย่างที่ฮาราจูกุนี่เป็น Forever 21 ไม่ใช่ XXI Forever ไลน์ของสินค้าก็เลยแตกต่างกันครับ
ถัดจากForever 21 ไปไม่ไกล ก็จะถึงถนนเล็กๆที่เคยเกริ่นไว้เมื่อ2ฉบับก่อน คือถนนทาเคะชิตะ (Takeshita Dori) ถนนที่คนไทยแทบจะทุกคน เวลาไปฮาราจูกุจะต้องไป แต่ทางเข้าด้านนี้อาจจะไม่คุ้นตาเพราะภาพที่เราเห็นกันเป็นประจำนั้น เป็นทางเข้าจากฝั่งสถานีรถไฟJR ส่วนทางเข้าฝั่งนี้เป็นทางเข้าจากฝั่งถนนเมจิครับ ถนนทาเคะชิตะเป็นถนนเล็กๆยาวประมาณ350เมตร หรือจะเรียกว่าซอยดูจะเหมาะสมกว่า ผู้คนสามารถช้อปได้ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องรถรา เพราะซอยนี้เค้าไม่มีรถวิ่ง เลยทำให้วัยรุ่นย่านนี้เดินกันขวักไขว่ ยิ่งเป็นบ่ายวันเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะก็ มีแต่เด็กวัยรุ่นเต็มซอย ร้านรวงในซอยนี้ก็สนองความต้องการของวัยรุ่นอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า มีทั้งแบบในกระแสและนอกกระแส หรือสาวกCosplay ก็มีร้านจำเพาะเจาะจงของเค้า แค่เดินดูวัยรุ่นแต่งตัวมาให้ชมก็สนุกแล้ว แต่ที่เห็นแล้วน่าประหลาดใจก็คือ เราจะเห็นคนดำมายืนคอยชักชวนวัยรุ่นให้ไปซื้อเสื้อผ้าแนวแรปหรือฮิปฮอบกันอยู่เป็นระยะๆ  ดูแปลกตาไม่น้อย
สำหรับคนชอบขนม พลาดไม่ได้เด็ดขาดสำหรับ ร้านเครปสวนกุหลาบ เป็นร้านเครป2ร้านอยู่ประมาณกลางซอย ถ้าเข้ามาจากถนนเมจิจะอยู่ฝั่งขวา แต่ถ้ามาจากสถานีJR จะอยู่ฝั่งซ้าย  ร้านนึงสีชมพูชื่อ Angels Heart อีกร้านสีฟ้าชื่อ Marion Crepes เด็กสวนกุหลาบมาเดินแถวนี้เห็นสีชมพูฟ้าเป็นไม่ได้ รู้สึกผูกพันกันทันที  และที่สำคัญลูกค้าทั้ง2ร้านนี้มีแต่สาวน้อยคอยอยู่ในคิวแทบทั้งสิ้น ครั้นจะไม่ต่อคิวกินก็เสียชื่อเด็กสวนฯเป็นแน่ ทั้ง2ร้านเปิดขายกันมานานหลายสิบปี มีให้เลือกสารพัดไส้ ตั้งแต่แบบมาตรฐานจนถึงแบบแฟนซี ความอร่อยไม่ค่อยต่าง แต่บังเอิญใจชอบสีชมพู เพราะอยู่ปากคลองตลาดแล้วย้ายมาสามย่าน จะหาว่าบ้าสถาบันก็ยอมผมชิมมาตั้งแต่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 1985  กลับมาทุกครั้งต้องชิมทุกที คุณภาพคงเส้นคงวา อร่อยลืมอ้วนไปเลย ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนคนขายไปแล้วหลายรุ่นแต่ความประทับใจในรสชาติไม่เคยเปลี่ยนครับ
ออกจากถนนทาเคะชิตะมา จะเจอกับสถานีรถไฟJR Harajuku ถ้าเดินเลียบสถานีไปทางซ้ายก็จะไปชนกับถนนโอโมเทะซันโด ตรงบริเวณนี้จะเป็นสามแยกสำคัญที่สุดของย่านฮาราจูกุเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นทางเข้าไปสู่ศาลเจ้าเมจิ ศาลเจ้าอันดับหนึ่งของโตเกียวครับ และตรงนี้อีกเช่นกันที่ในทุกวันอาทิตย์ของเมื่อหลายปีก่อน เป็นแหล่งชุมนุมวัยรุ่นที่พากันมาแสดงออก ร้องเล่นเต้นรำ กันอย่างเต็มพลัง และมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาชมกิจกรรมของวัยรุ่นนี้กันอย่างเนืองแน่น จนทำให้ฮาราจูกุมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในฐานะย่านวัยรุ่นชั้นนำของกรุงโตเกียว เริ่มต้นความมันกันที่สะพาน Jingu-Bashi ลงไป ตลอดพื้นที่ของถนน จะมีวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆมาจับจองพื้นที่กันตั้งแต่เช้าและเปิดการแสดงในตอนสายๆเรื่อยไป มีทั้งที่อยากเป็นนักร้อง มีทั้งที่ชอบเต้น  ร้านค้าจำพวกแผงลอยก็มาเปิดขายกันอย่างคึกคักทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีครบ  สร้างรายได้สะพัดกันไม่น้อย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันได้ยกเลิกการปิดถนนไปเสียแล้ว เพราะมีผู้ไม่หวังดีถ่ายภาพหลุดของบรรดาวัยรุ่นสาวน้อย ที่บ่อยครั้งสนุกจนลืมสำรวม ไปเผยแพร่ในนิตยสารบ้าง วิดีโอบ้าง ทางการกรุงโตเกียวจึงต้องยกเลิกการปิดถนนไปอย่างเสียดาย คงเหลือพวกใจรักจริงแค่บางส่วน ยังคงปักหลักโชว์กันทุกสัปดาห์ บริเวณด้านในของสวนสาธารณะโยโยหงิ(Yoyogi Park) และตรงแถวสะพานJingu-Bashi ใครมีโอกาสผ่านไปในวันอาทิตย์อย่าลืมแวะไปชม อาจเห็นพวกรุ่นเดียวกับผม เต้นอยู่อย่างไม่อาย ท้าทายสายตาของคุณๆอยู่ก็เป็นได้


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 21


โตเกียว เทรนด์ดี 21
          ก่อนอื่นต้องขออนุญาติแก้ไขข้อมูลของตอนที่19 เรื่องร้านEDWIN นิดนึงครับ เพราะเพิ่งจะกลับมาจากการพาทีมงานไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่โตเกียว พอดีได้มีโอกาสนั่งรถเมล์จากย่านชินจูกุไปยังย่านชิบุยะโดยวิ่งตามถนนเมจิลงไป และตอนที่ผ่านแถวย่านฮาราจูกุ ก็เหลือบไปเห็นว่า ร้านEDWINนั้นได้ย้ายจากฝั่งเดิม มาอยู่ฝั่งเดียวกันกับร้านUTเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นไปเสียแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอแก้ไขข้อมูลเพื่อความถูกต้องครับ
                กลับมาที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 กันต่อ ถัดจากตึกLaforetขึ้นไปอีกหน่อย คุณจะพบกับตึกสูงรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ดูสะอาดตาด้วยกระจกและบางส่วนของผนังสีขาว ตึกนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Ice Cubes Building ซึ่งป็นที่ตั้งของร้าน H&M แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)จากสวีเดน ที่มียอดขายรวมทั้งโลกเป็นอันคับ3 จะเป็นรองก็เพียงแค่ ZARAที่อยู่อันดับ2 และอันดับ1อย่างGAP เท่านั้นเอง
H&Mถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปี1947 โดยขายเฉพาะเสื้อผ้าสุภาพสตรีโดยใช้ชื่อว่า Hennes หรือ Hers ในภาษาอังกฤษนั่นเอง หลังจากนั้นอีก20ปี คุณ Erling Persson เจ้าของHennes ได้เปิดร้าน Mauritz Widforss ในกรุงสต๊อกโฮล์ม สำหรับคุณผู้ชายที่ชื่นชอบการเดินป่าและล่าสัตว์ รวมถึงเสื้อผ้าสุภาพบุรุษด้วย และได้เปลี่ยนชื่อร้านเดิมและร้านใหม่นี้เป็นร้าน Hennes & Mauritz แล้วคงเหลือแต่เพียงตัวย่อ H&Mในท้ายที่สุด ปัจจุบัน H&M มีสาขาทั่วโลกถึงกว่า1,800สาขา ใน34ประเทศ จำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นตามฤดูกาลแบบมาเร็วขายเร็วหมดเร็ว ใครเห็นแล้วถ้าชอบใจขอให้ซื้อทันทีอย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะร้านแนวนี้จะเหมือนกันหมดคือ หมดแล้วหมดเลยอย่าหวังว่าจะผลิตอีกเพราะมีสินค้าของฤดูกาลถัดไปมารอจ่อคิวกันอีกเพียบ
H&Mมาบุกญี่ปุ่นในเดือนกันยายนปี2008 และแน่นอนว่าพื้นที่เป้าหมายของทุกแบรนด์ระดับโลกก็คือ ย่านกินซ่า แหล่งช้อปปิ้งสินค้าชั้นดีมีระดับของกรุงโตเกียว สาขาแรกนี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของH&Mเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันแรกที่เปิดให้บริการมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นมาต่อคิวกันยาวเหยียด จากหน้าร้านที่กินซ่าบล็อก7ยาวไปจนสุดบล็อก8
และในอีก2เดือนถัดมาFlagship Store แห่งที่2 ของญี่ปุ่นที่ย่านฮาราจูกุ ก็เปิดในวันที่8 เดือนพฤศจิกายน ปี2008 ถึงแม้จะเปิดทีหลังแต่ก็ดังกว่าและแรงกว่าตอนเปิดสาขาแรกที่กินซ่า เพราะไปจับไม้จับมือกับดีไซน์เนอร์ระดับตำนานอย่าง Rei Kawakubo แห่ง Comme de Garcons มาออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับการเปิดสาขาชิบุยะให้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้น ตั้งแต่คืนวันอังคารที่4 พฤศจิกายน มีสาวกของ Comme de Garcons มานอนคอยการเปิดร้านตั้งแต่2ทุ่ม และหลังจากนั้นก็แฟนๆก็ทยอยกันมานอนรอและต่อคิวกันอีกเป็นจำนวนนับพัน เพื่อจะเป็นคนแรกๆที่ได้เข้าไปเลือกสินค้าถูกใจและมีจำนวนจำกัดก่อนใครๆ ปรากฏว่าในเช้าวันเสาร์ที่8 พฤศจิกายน มีผู้คนมาต่อคิวเข้าร้านH&M ยาวจากหน้าร้านผ่านตึกLaforetไปถึงสี่แยกฮาราจูกุและหักเลี้ยวไปยังถนนโอโมเทะซันโดโดยมีท้ายแถวอยู่เลยสถานีรถไฟ JR Harajukuขึ้นไปอีก ประมาณการว่ามีคนมารอถึงกว่า2,500คนเลยทีเดียวครับ แต่เท่านี้ยังไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะคนญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องการอดทนเข้าคิวอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นซึ่งเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิก็คงราวๆ10องศา กลับมีฝนตกลงมาทำให้อากาศยิ่งหนาวยะเยียบขึ้นอีก แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ทำให้แฟนตัวจริงย่อท้อแม้แต่น้อย จึงทำให้เราได้เห็นภาพผู้คนใส่เสื้อกันหนาวกางร่มยืนเป็นแถวยาวอย่างมีระเบียบ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของสินค้าชิ้นโปรดก่อนใคร ซึ่งเรื่องแบบนี้คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นแน่
และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา H&Mสาขาชิบุยะก็ได้เปิดให้บริการเป็นแห่งที่3ของกรุงโตเกียว  ถึงจะเปิดมาแล้ว2แห่ง แต่ตอนสายของวันเสาร์นั้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะยังไม่ค่อยมีวัยรุ่นมาเดินกันเท่าไหร่นัก กลับมีวัยรุ่นมาต่อคิวยาวจากเซนเตอร์ไกใจกลางย่านชิบุยะไหลออกมาที่ถนนบุงกะมูระ(Bunkamura Dori) เห็นแบบนี้แล้วดีใจแทนครับ ถึงเศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ประชาชนก็ยังออกมาจับจ่ายใช้สอย ผิดกับบ้านเราที่พอกำลังจะเริ่มไปได้ดี ก็มีอันต้องสะดุดทุกครั้งไป ดูอย่างญี่ปุ่นสิครับ เค้าสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เพราะถ้าประชาชนไม่พอใจเค้าก็ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือครับ
               

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 20

โตเกียว เทรนด์ดี 20
          สัปดาห์นี้พาคุณผู้อ่านเดินมาจนถึงฮาราจูกุเสียที แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยคงสงสัยว่า ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คิดไว้  ไม่เห็นมีเด็กวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆ ไม่เห็นมีซอยแน่นๆคนเดินเบียดกัน เหมือนที่เห็นในนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์เลย อย่าเพิ่งใจร้อนครับ เพราะว่าผมค่อยๆพาคุณเดินมาจากชิบุยะ จะได้เห็นอะไรต่อมิอะไรครบไม่ตกหล่น ภาพของย่านฮาราจูกุที่คุณๆคุ้นเคยนั้นอยู่คนละด้านกับที่ผมพามา ฮาราจูกุแถบที่คุณๆคุ้นกันนั้นอยู่ฝั่งสถานีรถไฟJR ที่ติดกับทางเข้าศาลเจ้าเมจิ  พอออกจากสถานีมาก็จะเจอกับถนนทาเคชิตะ (Takeshita-Dori) ตรงนั้นแหละครับถนนแน่นๆที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนไป แต่เชื่อมั้ยครับว่า เอาเข้าจริงๆแล้วบนถนนเส้นนั้นกลับซื้ออะไรไม่ค่อยจะได้ ถ้ายังไม่ลืม ผมเคยให้ข้อมูลไว้ว่าย่านฮาราจูกุ โดยเฉพาะที่ถนนทาเคชิตะนี้เป็นย่านของเด็กมัธยมต้น ข้าวของที่วางขายอยู่บนถนนเส้นนี้ก็เลยตอบโจทย์ของน้องๆมัธยมไปกว่าครึ่ง รุ่นโตขึ้นไปหน่อยก็อาจจะหาเสื้อผ้าได้บ้างแต่ยากสักนิด ยิ่งรุ่นใหญ่แล้วละก็ลืมไปได้เลยครับ ร้านที่พอจะให้เสียเงินเสียทองได้ก็คงจะมีแค่ ร้านDAISO เจ้าพ่อร้าน100เยนอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเท่านั้นแหละครับ
แต่ขึ้นชื่อว่าฮาราจูกุแล้ว ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง เพราะเมื่อเดินจากย่านชิบุยะเรื่อยมาตามถนนเมจิจนถึงสี่แยกที่เป็นจุดตัดระหว่างถนนเมจิกับถนนโอโมเทะซันโดแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยที่ไม่สามารถบรรยายได้หากไม่ได้ไปเห็นด้วยตา เพราะถ้าคุณไปยืนตรงกลางสี่แยกแล้ว ผมเชื่อว่าคุณจะต้องลำบากในการตัดสินใจว่าจะเลือกไปในทิศทางไหน มองไปข้างหน้าก็น่าเดิน มองไปทางซ้ายก็น่าไป มองไปทางขวาก็น่าลอง เอ! แล้วจะเดินอย่างไรให้มันทั่วละเนี่ย 
เอาอย่างนี้ครับ มาปูพื้นฐานกันก่อนดีกว่า พื้นที่ตรงที่เรียกว่าฮาราจูกุนี้ ตั้งอยู่ในแขวงจิงกูมาเอะ (Jingumae)ของเขตชิบุยะครับ จิงกู(Jingu)แปลว่าศาลเจ้า มาเอะ(mae)แปลว่าด้านหน้า แปลรวมกันก็คือพื้นที่ด้านหน้าศาลเจ้า เพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจินั่นเอง  ในแขวงจิงกูมาเอะนั้นแบ่งย่อยๆออกเป็น 6บล็อกด้วยกัน โดยมีถนนเมจิผ่ากลางย่านฮาราจูกุตามแนวตั้ง และมีถนนโอโมเทะซันโดตัดขวางกลางย่านฮาราจูกุอีกเช่นกัน ทำให้แบ่งย่านฮาราจูกุออกเป็น4ส่วน โดยมีสี่แยกฮาราจูกุนี้แหละครับเป็นศูนย์กลาง ส่วนแรกเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแขวงนี้คือ จิงกูมาเอะ บล็อก1 (Jingumae 1) คือพื้นที่ส่วนที่อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจิมากที่สุด กินอาณาบริเวณระหว่างด้านหน้าสถานีรถไฟJR กับฝั่งซ้ายของถนนเมจิ และมาสุดด้านล่างที่ถนนโอโมเทะซันโด  ส่วนพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบล็อก1 ระหว่างถนนเมจิฝั่งขวาไล่ลงมาชนกับถนนโอโมเทะซันโดที่ด้านล่างก็เป็น จิงกูมาเอะ บล็อก 2 จนถึงบล็อก4 (Jingumae 2,3,4) และพื้นที่ฝั่งด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดลงมาก็จะเป็นจิงกูมาเอะ บล็อก5 (Jingumae 5)ทางด้านขวาของถนนเมจิ และบล็อก6 (Jingumae 6)ทางฝั่งซ้ายซ้ายของถนนเมจิ  พอคุณผู้อ่านเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ทีนี้จะเดินให้ทั่วย่านฮาราจูกุก็ไม่ยาก จะไปไหนก็ให้ยึดสี่แยกฮาราจูกุเป็นหลัก  ถ้าติดตามกันมาตลอด คงจำกันได้ว่า 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พาคุณผู้อ่านเดินผ่านร้านรวงทั้งหลายตั้งแต่Paul Smith ไล่เรียงขึ้นมาจนถึงร้านUT ก็อยู่ในพื้นที่ของจิงกูมาเอะ บล็อก5 และบล็อก6 ทางด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดนั่นเองครับ
วันนี้เอาเฉพาะตรงสี่แยกนี้ก็ไปไหนต่อไม่ไหวแล้วครับ เริ่มกำหนดตำแหน่งกันก่อน ถ้าคุณยืนอยู่ตรงกลางสี่แยกให้หันหน้าไปทางตึกLaforet และตึกGAP  ซ้ายมือและขวามือของคุณก็จะเป็นถนนโอโมเทะซันโด ส่วนด้านหน้าและด้านหลังของคุณคือถนนเมจิ  เราจะเริ่มต้นตระเวณสำรวจกันที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 ซึ่งก็คือพื้นที่ทางด้านหน้าฝั่งซ้ายมือของคุณทั้งหมด โดยมีตึกLaforet เป็นจุดเริ่มต้น  ถ้าตึกSHIBUYA 109 เป็นสัญลักษณ์ของย่านชิบุยะ ตึกLaforet ก็คือแลนด์มาร์คของย่านฮาราจูกุครับ ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี1978 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นวัยรุ่นที่นำและล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว บนอาคารสูง6ชั้นและชั้นใต้ดินอีก3ชั้น อัดแน่นไปด้วยเทรนด์แฟชั่นผ่านร้านเสื้อผ้ากว่า120ร้าน เกือบจะทั้งหมดเป็นแฟชั่นของคุณสุภาพสตรีมีของคุณสุภาพบุรุษบ้างพอให้ไม่เหงา และส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่น  ซื้อกลับมาแล้วไม่ต้องกลัวใส่ชนกับใคร เพราะเดินตึกนี้ทีไรไม่ค่อยเจอคนไทยมากนัก อาจเป็นเพราะรอบข้างและใกล้เคียง มีร้านรวงให้เดินกันไม่หวาดไม่ไหว  ร้านเด่นดังคู่ตึกLaforet และเป็นที่รู้จักของนักช้อปชาวไทยคงหนีไม่พ้นร้านTOPSHOP / TOPMAN  จากแดนผู้ดี ที่ตอนนี้ก็มีมาเปิดที่Central World บ้านเราด้วยเช่นกัน แต่ที่ฮาราจูกุนี้มีของให้เลือกมากกว่าและคัดของมาได้โดนใจกว่า โดยเฉพาะเสื้อยืดของที่นี่ลายเค้าเฉียบเหลือรับประทาน  ส่วนคุณสาวๆที่เป็นแฟนประจำของคุณ Kate Moss อย่ารอเฉย สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปหยิบฉวยคอลเล็คชั่นล่าสุดของเธอมาไว้ในครอบครอง โดยเฉพาะรุ่น Limited Edition ที่คุณจะสวยได้แบบมั่นใจว่าไปงานไหนไม่มีชนแน่นอน
 แค่เดินในตึกLaforetเพียงแห่งเดียว  คุณอาจจะต้องรีบกลับโรงแรมก่อนกำหนด เพราะถ้าหากยังฝืนเดินต่อไป คงจะไม่มีมือให้ถือของได้อีกเลย

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 14


โตเกียว เทรนด์ดี 14
          ระหว่างร้านGap กับห้างปาร์โก้ตึก1 จะมีซอยเล็กๆคั่นกลาง ในซอยนี้ต้องบอกว่าเด็ดดวงมากครับ
แค่ร้านGapที่ปากซอยก็ช้อปสนุกมากแล้ว แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)ชื่อดังจากซานฟรานซิสโกเจ้านี้ เข้าตลาดญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี1994 และเป็นที่นิยมของวัยรุ่นแดนอาทิตย์อุทัยในทันที เฉพาะในโตเกียวมีถึง25สาขา โดยมี Flagship store เชิดหน้าชูตาอยู่ที่ฮาราจูกุ รายละเอียดเอาไว้ไปว่ากันอีกทีตอนที่ไปฮาราจูกุก็แล้วกัน
                เข้าซอยไปนิดชิดซ้ายหน่อยก็จะเจอกับร้าน UNIQLO(ยูนิโคล) แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าของญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ปี1949 มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดยามากูจิ  และมาเป็นตัวเป็นตนชัดเจนเอาเมื่อปี1984 โดยเปิดเป็นร้านค้าปลีกขายเสื้อผ้าแบบUnisexที่จังหวัดฮิโรชิมะ โดยใช้ชื่อ Unique Clothing Warehouse เรียกสั้นๆว่า UNIQLO จนมารุ่งเรืองกระเดื่องนามเอาตอนที่ได้นำแนวคิดการทำธุรกิจของGap มาปรับใช้ให้เข้ากับความเป็นญี่ปุ่น และใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปีก็ดังข้ามโลกไปเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นเสียแล้ว
 ปัจจุบัน UNIQLO มีสาขาในญี่ปุ่น750กว่าสาขา เฉพาะในโตเกียวก็ร่วม100สาขาเข้าไปแล้ว และยังขยายออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศอีกมากมายหลายแห่ง ใกล้ๆหน่อยก็อย่างเช่น เกาหลี จีน ฮ่องกง สิงค์โปร์  และเลยไปไกลอย่างนิวยอร์ค ลอนดอน และปารีส โดยมียอดขายในปี2008สูงถึง586พันล้านเยน และถ้าเทียบชั้นในบรรดาแบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)ระดับโลกแล้วก็ไม่ขี้เหร่ อยู่ในลำดับที่6 รองจาก Gap, Zara, H&M, Limited Brand และ Next แต่ก็ยังเหนือกว่า Polo, Esprit, Abercrombie & Fitch และBenetton เสียอีก
UNIQLO ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้น เมื่อไปเปิด Flagship Store นอกประเทศแห่งแรกที่ย่านโซโหของมหานครนิวยอร์คในปี2006 และถัดมาอีกแห่งในปี2007 บนถนนอ๊อกฟอร์ดย่านช้อปปิ้งของกรุงลอนดอน
จนนิตยสารแฟชั่นและออกแบบหลายเล่ม ต่างพากันเล่าเรื่องและลงภาพของ Flagship Storeทั้ง2แห่งกันมากมาย ชวนให้ฝรั่งฝั่งโน้นอดใจไม่ไหว ต้องไปชมไปซื้อกันอย่างเนืองแน่น และล่าสุดก็กำลังจะเปิด Flagship Store นอกญี่ปุ่นแห่งที่3 ในย่านโอเปร่า ของกรุงปารีส มหานครแห่งแฟชั่น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ ช่วยทำให้ UNIQLO ก้าวเข้าสู่ความเป็น Global Brand ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นของUNIQLOเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนไปทั่ว เพราะเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดีในการผลิต สไตล์ก็โดดเด่นเพราะออกแบบโดยนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำ แถมราคาก็ยังโดนใจเพราะส่งไปผลิตที่ประเทศจีน เวียดนามและบังคลาเทศ จึงสามารถขายได้ในราคาถูก ไม่เพียงแต่จะมีสินค้าของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น กลุ่มผู้ใหญ่ กลุ่มเด็กเล็กและเด็กโตก็ครบครัน ทั้งแฟชั่นเสื้อผ้าตามฤดูกาล ชุดทำงาน ชุดลำลอง ชุดนอน ชุดชั้นใน เข็มขัด กระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ผลิตโดยผ้าชนิดพิเศษ HEAT TECH ที่พัฒนาร่วมกับ Toray Industries, Inc. มีคุณสมบัติในการเก็บกักอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้รั่วไหลออกไป แถมเนื้อผ้าก็บาง จึงทำให้เสื้อผ้าหน้าหนาวทั้งชั้นนอกและชั้นในขายดิบขายดี ผมเองยังมีเก็บไว้ใช้อยู่หลายตัว เพราะใส่เสื้อผ้าไม่ต้องมากชิ้นแต่ป้องกันความหนาวได้ดีกว่าใส่เสื้อผ้าหนาๆหลายชั้น ประหยัดพื้นที่จัดเก็บในกระเป๋าเดินทางได้อีกเพียบ
ระยะหลังยังมีการแตกไลน์ UT (Uniqlo T-Shirt) ที่เน้นเเสื้อยืดเพียงอย่างเดียว แต่สารพัดลายหลากหลายสี มีให้เลือกเป็นพันๆแบบ ยิ่งขายดิบขายดี โดยมี UT Flagship Store อยู่ที่ฮาราจูกุ แต่ในร้าน UNIQLOทั่วไปก็มีมุมT-Shirt อยู่ด้วยเสมอ ราคาเริ่มต้นก็ประมาณตัวละ 1,500เยน ซื้อมากมีส่วนลดอีก  ผมไปติดใจเสื้อยืดลายการ์ตูนดังและมังหงะอยู่หลายตัว ที่ต้อนเข้าตู้ไปแล้วก็เช่น โจ สิงห์สังเวียน หน้ากากเสือ  Kokal และ Rough ใครที่เป็นแฟนมังหงะพลาดไม่ได้ครับ เพราะบางรุ่นบางลายหมดแล้วหมดกัน
UNIQLO สาขาที่ชิบุยะนี้ต้องบอกกันก่อนว่าร้านไม่ค่อยใหญ่และไม่ใช่ Flagship Store รวมใต้ดินแล้วมีแค่3ชั้นเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าเข้าไปแล้วกลับออกมามือเปล่าไม่เป็นละกัน