แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Shopping แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Shopping แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 31


โตเกียว เทรนด์ดี 31
            หลังจากเพลิดเพลินกับการพาคุณผู้อ่านช้อปมาราธอนมาหลายสัปดาห์ จนมาถึงเดือนนี้เดือนสุดท้ายของปีโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ก็คงเป็นกันแบบนี้ทุกปีแหละครับ ตอนต้นปียังมีความกระตือรือร้นสูงก็ยังสนุกกับการทำงาน และพอผ่านเดือนเมษา-พฤษภาไปแล้ว วันหยุดสารพัดมันเริ่มน้อยลง ก็จะรู้สึกว่าอีกตั้งนานกว่าจะหมดปี แต่พอเข้าเดือนนี้ก็จะรู้สึกว่าปีนี้กำลังจะหมดไป มันไวเหมือนกันแฮะ บรรยากาศการเฉลิมฉลองมีให้เห็นอยู่ตลอดทั้งเดือน ตั้งแต่วันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  วันคริสต์มาส วันสิ้นปีเก่าและวันขึ้นปีใหม่ ใครหลายคนคงเตรียมตัวรับความสุขของเดือนธันวากันอย่างเต็มที่ มีแผนและมีแพลนกันมากมาย ไหนจะกินกับที่บ้าน ที่ทำงาน กับเพื่อนเก่าและกับคนรู้ใจ ไปที่ไหนๆก็เจอะเจอกับบรรยากาศของการเฉลิมฉลองแทบทั้งนั้น
                ก็เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น ที่เดือนธันวาคมเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลอง และมีวันสำคัญที่คล้ายกับของไทยเราก็คือวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระจักรพรรดิ ในวันที่23ธันวาคม และตามติดด้วยคริสตมาส วันสิ้นปีและปีใหม่  แต่ปีใหม่ของญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างจะเงียบเหงาเมื่อเทียบกับหลายเมืองใหญ่ในโลก รวมทั้งเมืองไทยเราก็ยังคึกคักกว่าญี่ปุ่นหลายขุม คนญี่ปุ่นจะตื้นเต้นกับคริสต์มาสมากกว่า การประดับประดาก็จะมลังเมลืองกว่า ทุกร้านทุกห้างก็จะงัดกลยุทธดึงลูกค้าให้มาจับจ่ายใช้สอยกันอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งลดแลกแจกแถมมีครบ ใครมาญี่ปุ่นช่วงก่อนสิ้นปีถือว่ามาถูกที่ถูกเวลา เพราะนอกจากอากาศจะหนาวได้ที่และไปได้ดีกับบรรยากาศของการเฉลิมฉลองแล้ว ยังอาจจะได้ของดีในราคาพิเศษหรือได้ของรุ่นพิเศษที่ออกมาในช่วงส่งท้ายปลายปีอีกด้วย
                แต่ที่เห็นจะตื่นเต้นกว่าผู้ใหญ่คงไม่พ้นนักบริโภครุ่นเยาว์ของญี่ปุ่น ช่วงปลายปีแบบนี้ ร้านขายของเด็กทุกแห่งแน่นขนัดไปซะทุกที่ ทั้งข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า โดยเฉพาะของเล่นจะยิ่งแน่นเป็นพิเศษ เพราะคริสต์มาสเป็นวันที่เด็กญี่ปุ่นแทบจะทุกคนรอคอยของขวัญจากลุงซานต้า  ไปที่ไหนๆในญี่ปุ่นก็จะต้องเจอต้นคริสตมาสกับกล่องของขวัญประดับประดาอยู่ทุกห้างทุกศูนย์กาค้า คอยดึงดูดสายตาของเด็กๆให้เข้ามาเยี่ยมเยียนและแน่นอนที่จะต้องได้ของขวัญติดไม้ติดมือไปซักชิ้น
                ที่โอโมเทะซันโดนี้มีร้านขายของเล่นเจ้าดังอยู่ร้านนึงชื่อร้าน KIDDY LAND ครับ เป็นร้านขายของเล่นเก่าแก่แต่ยังอยู่ยงคงกระพันมาถึงทุกวันนี้โดยไม่มีทีท่าว่าจะล้มหายตายจากไปแต่อย่างใด เพราะผมไปทีไรไม่เคยเห็นว่าจะโล่ง มีแต่คนแน่นตลอด ยิ่งบ่ายๆเย็นๆคนยิ่งแน่น และถ้าเป็นช่วงเทศกาลด้วยแล้วแน่นเหมือนกับว่าร้านเค้าแจกของฟรีเลยครับ บางทีในร้านแน่นมากจนต้องออกมานั่งคอยลูกอยู่ข้างหน้ากันเป็นแถว ดูแล้วได้อารมณ์ดีครับ
                ร้านKIDDY LANDเริ่มกิจการมาตั้งแต่ปี1946  ก็ประมาณ60กว่าปีแล้ว  แรกๆเปิดเป็นร้านหนังสือก่อนแล้วถึงจะมาขยับไลน์ขายของเล่นในภายหลัง และก็ยังเป็นผู้นำเทรนด์ในเทศกาลแห่งความสุขและความสนุกทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการโปรโมทเทศกาลวันแห่งความรัก(Saint Valentine’s Day)ให้สาวๆชาวญี่ปุ่นได้มอบของขวัญให้กับคนรักในปี1972  การจัดขบวนพาเหรดวันปล่อยผี(Halloween)เพื่อสร้างสีสันบนถนนโอโมเทะซันโดในปี1983 และการเป็นหนึ่งในผู้เริ่มจำหน่ายสัตว์เลี้ยงดิจิตอลสุดฮิต TamagochiของบริษัทBandaiในปี1997จนมียอดขายถล่มทลายฮิตติดกันงอมแงมไปทั่วโลก ปัจจุบันKIDDY LANDมีสาขาอยู่ทั่วญี่ปุ่นหลายสิบสาขา
                ร้านอะไรๆที่มาเปิดที่ถนนโอโมเทะซันโดนี่มักจะเป็น Flagship Storeแทบทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ร้านขายของเล่นอย่างKIDDY LAND  และอันที่จริงแล้วที่นี่ต้องเรียกสาขาฮาระจูกุครับ แต่ความที่มันอยู่บนถนนโอโมเทะซันโด บางคนก็เลยเรียกตามชื่อถนนที่สาขานี้ตั้งอยู่ และถ้าบอกไปว่าอยู่ฮาระจูกุ หลายคนมักไปตั้งต้นกันที่หน้าสถานีJR Harajuku กว่าจะเดินมาเจอ คุณพ่อคุณแม่ของเจ้าตัวเล็กตัวน้อยคงได้บ่นกันอุบ ทางที่ดีมาตั้งต้นที่สี่แยกฮาระจูกุตรงที่เดิม โดยหันหน้าให้ร้านGap หันหลังให้ตึกLaforet เดินขึ้นไปทางOmotesando hills ร้านKIDDY LAND จะอยู่ฝั่งตรงข้าม สังเกตได้ง่ายๆด้วยการดูป้ายหน้าร้านสีแดงตัวเบิ่อเริ่ม ที่ตอนนี้คงประดับไฟคริสต์มาสกันเต็มที่ 
ร้านนี้มีทั้งหมด6ชั้นบนดิน5ใต้ดิน1 ผมขอแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการขึ้นลิฟท์ไปชั้น5ก่อนแล้วค่อยไล่เรียงลงมาจะได้ไม่ตกหล่นครับ บนชั้น5เป็นชั้นที่ผู้ใหญ่และวัยรุ่นชอบมากเป็นพิเศษ เพราะอุดมไปด้วยของสะสมจากอนิเมะสุดฮิต และบางทีก็จะมีตุ๊กตาBlythe แวะเวียนมาให้เห็นเหมือนกัน ถัดลงมาที่ชั้น4เป็นชั้นของสาวกดิสนีย์และมีเครื่องเขียนกับอุปกรณ์แฟนซีร่วมแจมด้วย แต่ถ้าคิดถึงSnoopyและผองเพื่อนก็ต้องที่ชั้น3 เพราะชั้น2โดนค่ายSanrioและGhibliเค้าไปเสียจองแล้ว ส่วนชั้น1เป็นชั้นทางเข้าก็เลยต้องจับฉ่ายจิปาถะพอสมควร โดยมีของเล่นฮิตๆใหม่มาเป็นตัวดึงเรียกแขกอยู่ด้านหน้า ส่วนใครที่หาตุ๊กตุ่นตุ๊กตาสำหรับเด็กไม่ว่าจะเป็นUltra man, Mask Rider, Sylvanian, Shinkansen, Licca-chan, Pokemon, Beyblade รวมทั้งเกมส์Wii, PSP หรือDS ก็ต้องลงไปชั้นใต้ดิน
ปลายปีนี้ถ้าคุณผู้อ่านมีแผนจะไปเที่ยวโตเกียวโดยมีสมาชิกอายุเยาว์ไปด้วย อย่ามัวแต่เลือกของให้กับตัวเอง พาลูกๆหลานๆไปที่KIDDY LAND แล้วคุณจะมีความสุขมากกว่า ถ้าได้เห็นเจ้าตัวเล็กยิ้มแก้มปริอุ้มของเล่นชิ้นโปรดไม่ยอมวาง

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 27


โตเกียว เทรนด์ดี 27
          จากปากซอย Harajuku Street เดินตามถนนเมจิขึ้นไปอีกนิด คุณจะได้เจอกับอาณาจักรย่อมๆของ BEAMS 1ในสุดยอด Select Shopของญี่ปุ่น และก็เป็น 1ในร้านยอดนิยมของผมด้วย ทุกครั้งที่ได้ไปญี่ปุ่นเป็นต้องหาโอกาสแวะเวียนไปและเสียเงินเกือบจะทุกครั้งเหมือนกัน
                อาณาจักรของ BEAMS เริ่มต้นขึ้นในปี 1976 โดยคุณโย ชิตะฮาระ (Yo Shitahara) ด้วยวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าเรื่องของแฟชั่นไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้าที่สวมใส่เท่านั้น แต่หมายถึงทุกสิ่งในชีวิตประจำวันของคนทุกคน BEAMS จึงคัดเลือกและนำเสนอ สินค้าที่ดีมีคุณภาพและนำกระแสอยู่เสมอ โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าที่บ้าและพึงพอใจสินค้าของแบรนด์นี้เอามาก โดยเฉพาะเสื้อยืดครับ
 เสื้อยืดของBEAMSจะใช้แบรนด์ว่า BEAMS  T ซึ่งมีลวดลายหลากหลายให้เลือก แต่ที่โดนใจคนชอบการ์ตูนอย่างผมที่สุดก็คือรุ่น Mangart (Manga+Art) ที่มีลายการ์ตูนดังมากมายอาทิ Vagabong, Cobra, Jojo  โดยมีจุดเด่นอยู่ตรงการพิมพ์ลาย การวางตำแหน่งของลวดลายบนเสื้อที่ไม่ได้วางกลางเพียงตำแหน่งเดียว และที่สำคัญคือเนื้อผ้าของBEAMS T จะดีกว่าของแบรนด์อื่นๆรวมทั้งUT (Uniqlo T-shirt) อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเนื้อผ้าที่บางเบาแต่ไม่ย้วย แถมรูปทรงก็กระชับและดูเป็นวัยรุ่นมากกว่า เหมาะกับการสวมใส่ในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็แน่นอนที่ราคาย่อมสูงกว่า ตกราคาตัวนึงก็ประมาณ5,000เยนขึ้นไปในขณะที่ UT ราคาเริ่มต้นเพียงแค่ตัวละ1,500เยนเท่านั้น เหมาะสำหรับคนชอบคุณภาพและความต่าง เพราะเท่าที่ผมสังเกตุ เวลาใส่เสื้อBEAMSแล้วไม่เคยชนกับใครในเมืองไทยเลยครับ อาจเป็นเพราะคนไทยยังนิยมยี่ห้อที่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมอย่างยิ่งยวดเช่น เสื้อยืดพิมพ์ลายหัวใจรุ่นPLAY ของ Comme de Garcons ที่เห็นกันดาษดื่น ใส่ไปเดินสยามเมื่อไหร่เป็นต้องชนกันแทบจะทุกครั้ง
                สินค้าหลากหลายแบรนด์ที่ผ่านการคัดเลือกของBEAMS ถูกส่งสู่ตลาดตามบุคคลิกของสินค้าและลูกค้า โดยBEAMSได้แบ่งตลาดใหญ่ๆออกเป็น ตลาดสินค้าแฟชั่นสำหรับคุณสุภาพบุรุษ คุณสุภาพสตรี เด็ก และบริการเสริมอื่นๆเช่น รับตัดเสื้อ เช่าชุด ซักรีด ออกแบบงานแต่ง ร้านซีดี ร้านกาแฟ เรีบกว่าครอบคลุมวิถีชีวิตของคุณๆได้เกือบครบถ้วนตามคอนเซปของเค้าจริงๆ
          สำหรับที่ฮาราจูกุนี้ มีร้านBEAMS ให้คุณเลือกช้อปถึงได้ถึง7ร้านแยกออกเป็นแบรนด์ย่อยๆถึง11แบรนด์โดยมี Flagship Storeแห่งแรกของค่าย คือBEAMS Harajuku เป็นแม่ทัพใหญ่  ครอบคลุมสินค้าแฟชั่นวัยรุ่นชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ใครที่ตามหากางเกงยีนส์ฟิตปั๋งที่มีโลโก้หัวกะโหลกยิ้ม CHEAP MONDAY จากสวีเดน คงได้สมใจที่นี่  FRED PERRYแบรนด์ผู้ดีจากสหราชอาณาจักรที่ใส่แล้วดูเนี้ยบกว่าแบรนด์ไหนๆก็มีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเสื้อยืดสวยๆในคอนเซปท์ Art for Everyday ให้คุณเลือกสวมใส่ได้ทุกวันได้ที่ BEAMS T เพียงแค่เดินเข้าร้านก็ตื่นเต้นแล้วครับ โดยเฉพาะราวแขวนเสื้อที่เคลื่อนวนโชว์เสื้อยืดลายเด่นยั่วน้ำลายมองเห็นแต่ไกล นอกจากเสื้อยืดรุ่นMangartแล้ว ใครที่ชอบลายออกหวานนิดๆอย่าลืมมองหาเสื้อยืดพิมพ์ลายของ Kim Songhe มาลองใส่ดู รับรองว่าต้องติดใจ ส่วนคุณผู้หญิงก็ต้องเข้าไป Ray BEAMS ที่คัดเลือกแบรนด์ทั่วโลกมาให้สาวๆได้ช้อปกันถึงกว่า150แบรนด์ในที่เดียว จำนวนชิ้นอาจไม่มากนัก ดังนั้นหากเห็นชิ้นไหนที่ถูกใจกรุณาหยิบไว้ก่อน ถ้าไม่อยากผิดหวังเหมือนที่ผมเคยลังเลและพลาดให้กับสาวน้อยที่แอบปาดหน้าเค้กไปเพียงเสี้ยววินาที สำหรับหนุ่มน้อยที่ชอบเสื้อผ้าแนวทหารหรือแนวกีฬาก็ต้อง BEAMS BOY ที่จะฉีกออกไปในสไตล์อเมริกัน และถ้าจะเน้นแต่พวกเสื้อทีมกีฬา ร้านUniform Circus BEAMSมีให้แฟนๆได้เลือกกันจนหนำใจ  แต่ถ้าไม่ชอบอะไรที่หวือหวาหรือนำเทรนด์จนเกินตัวก็ขอเรียนเชิญที่BEAMS F เหมาะสำหรับรุ่นโตขึ้นมาอีกหน่อยแต่อยากใช้ของวัยรุ่นอะไรประมาณนั้น และถ้าต้องการสินค้าที่หรูหรากว่าก็ต้องร้านVermeerist BEAMS หรือถ้าชอบแบบลำลองสบายๆก็ไปที่ BEAMS PLUS  ถ้าอยากได้แผ่นเสียงดีๆแผ่นซีดีโดนๆก็ที่ BEAMS Records และถ้าอยากดูของดีมีดีไซน์ที่ไม่ใช่เสื้อผ้า เค้าก็มีTokyo Cultuart by BEAMS ไว้สนองความต้องการ ไปฮาราจูกุย่านเดียวได้ของBEAMSเกือบครบ สมกับคอนเซปที่ว่า แฟชั่นเป็นทุกสิ่งในชีวิตจริงๆครับ

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 26


โตเกียว เทรนด์ดี 26
          พื้นที่ด้านในของ Jingu-mae บล็อก 3-4 นี้เรียกว่า Ura-Harajuku แปลว่า ด้านหลังของฮาราจูกุ ซึ่งโดยปกติด้านหลังของที่ไหนๆก็มักจะดูเงียบๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ไม่ใช่ที่ฮาราจูกุครับ เพราะด้านหลังของฮาราจูกุนี้อุดมไปด้วยร้านเล็กร้านน้อย ที่เน้นหนักไปทางแฟชั่นบนกระแสแต่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ถ้าเป็นแบรนด์ที่คุ้นชื่อ ร้านเค้าก็จะเลือกแบบเลือกสีที่ดูดีมาให้แล้ว เหมาะกับวัยรุ่นตอนปลายประมาณเด็กมหาวิทยาลัยขึ้นไป เดินเล่นแถวนี้ไป ก็ดูคล้ายกับเดินเล่นแถวๆสยามอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีรถราหนาแน่น ไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ไม่มีธนาคารกับร้านกาแฟ ไม่มีโรงภาพยนต์ และไม่มีรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้งหมูทอด เท่านั้นเอง
                จะเข้าไปใน Ura-Harajuku ก็ควรเริ่มต้นจากร้านGap ตรงสี่แยกฮาราจูกุนั่นแหละครับ ถ้าหันหน้าเข้าหาร้านGap และหันหลังให้ตึก Laforet จะเลือกเดินไปทางซ้ายหรือทางขวาก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเลือกเดินไปทางซ้ายตามถนนเมจิ (Meiji Dori)ขึ้นไปก็จะง่ายหน่อย เพราะคุณทำความคุ้นเคยกับร้านฝั่งตรงข้ามอย่าง H&M และ Forever 21ไปหมาดๆ คงไม่วอกแวกให้เสียความตั้งใจไปได้ง่ายกว่าที่จะเดินไปทางขวา เมื่อเดินจากร้านGap ไปทางซ้ายหน่อยเดียวคงต้องแวะเสียเวลาสักนิดกับร้าน Hanjiro บนตึกYM Square Harajuku เอาใจคนชอบแฟชั่นแนววินเทจบ้าง นอกจากเสื้อผ้าแนววินเทจในราคาที่เป็นมิตรกับผู้ซื้อและเสื้อผ้ามือสองราคาถูกใจวัยรุ่นแล้ว การจัดร้านของที่นี่ก็เก๋ไก๋ถูกใจไปด้วยโดยเฉพาะเพดานเปลือยให้เห็นโครงสร้างและแนวท่อทาสีขาวห้อยโคมระย้าอยู่ทั่วไป ราวแขวนเสื้อทำจากไม้อัดแน่นเรียงรายไปด้วยเสื้อผ้าอินเทรนด์ ผนังสีอ่อนแขวนกรอบรูปและกระจกเงาที่เข้ากันดีกับบรรยากาศของร้าน ทำให้Hanjiroกลายเป็นขวัญใจของวัยรุ่นแนววินเทจไปในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี และขยายสาขาออกไปทั่วญี่ปุ่นถึง19แห่ง
                พูดถึงตึก YM Square Harajuku แล้วก็ต้องบอกให้ทราบกันไว้ว่าตึกนี้เป็นของบริษัท Yoku Mokuครับ ชื่อคุ้นๆแบบนี้ใช่แล้วครับ ก็ขนมอบม้วนเป็นแท่งรูปทรงเหมือนซิการ์ที่หลายท่านรู้จักกันดีในยี่ห้อYoku Mokuนั่นแหละครับ ขนมซิการ์นี้เป็นหนึ่งในขนมอร่อยมากของญี่ปุ่นที่ขึ้นชั้นติดอันดับและมีวางจำหน่ายอยู่ตามชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าดังๆแทบทุกห้าง รวมถึงที่ร้านขายของฝากตามสนามบินแทบทุกแห่งของญี่ปุ่นด้วย ระยะหลังเริ่มหันมาเอาดีด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดูบ้างโดยจับมือกับบริษัทTakenakaหนึ่งในเจ้าพ่อวงการก่อสร้างของญี่ปุ่น  และก็ไปได้สวย เพราะได้พื้นที่ทำเลทองซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบันแบบนี้ไป ทำให้ตึก YM Square Harajuku เป็นอีกหนึ่งตึกสวยของย่านนี้
 นอกจากHanjiro บนชั้น3และ4แล้ว บนชั้น2ของตึก ยังเป็นที่ตั้งของร้าน Adidas Concept Shop ด้วย ร้านนี้ไม่ใช่ร้านรองเท้าแนวสตรีทแฟชั่น แต่เป็นร้านรองเท้าวิ่งที่มีดีกรีเป็นถึง Running Flagship Store ของ Adidas ทีเดียวเชียว ก็เลยมีดีกว่าที่อื่นๆตรงที่ ที่นี่เค้าใช้ระบบ Footscan มาวิเคราะห์ลักษณะเท้าของลูกค้าเป็นแห่งแรกของญี่ปุ่น ทำให้คุณได้รองเท้าที่เหมาะสมกับลักษณะเท้าและน้ำหนักตัวของคุณมากกว่าที่จะไปซื้อหาตามร้านทั่วไป ยังเหลืออีกร้านที่ชั้นใต้ดิน B1F ร้าน KINJI แนวเดียวกันกับ Hanjiro ถึงการแต่งร้านดูจะด้อยกว่า สินค้าเสื้อผ้ากลับไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ของKINJIเค้าจะเน้นหนักไปทางเสื้อผ้ามือสอง ไหนๆก็มาตึกนี้กันแล้วแวะดูทั้ง2ร้านจะเป็นไรไป ใครชอบเสื้อผ้ามือสองลองไปดูกันครับ
                จากตึกYM Square Harajukuขึ้นไปไม่ไกลจะเจอกับทางเข้าUra-Harajuku ฝั่งถนนเมจิ  สังเกตุดูได้ง่ายมากเพราะตรงหน้าปากซอยจะมีป้ายโลหะรูปโค้งเขียนไว้ว่า Harajuku Street ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าคือฮาราจูกุที่แท้จริง ไม่ใช่ถนนทาเคะชิตะ (Takeshita Dori)ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในHarajuku Streetนี้ ก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกครับ เป็นโลกของวัยรุ่นคนละพวกคนละวัยกับในถนนทาเคะชิตะ เดินเข้าไปก็จะเจอซอยเล็กซอยน้อยแยกซ้ายแยกขวาตลอดทาง จำหลักไว้นิดนึงครับ ถ้าเดินแยกขวาเข้าไป ทุกซอยจะออกต้องมาโผล่ที่ถนนโอโมเทะซันโดครับ แต่ถ้าเดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆก็จะไปชนกับ Cat Street ส่วนที่2 ที่ข้ามยาวมาจากชิบุยะโน่น และ Cat Street ส่วนนี้ก็มีอารมณ์คล้อยตามฝั่งฮาราจูกุ ที่แตกต่างจากฝั่งชิบุยะไปอยู่บ้าง เหมือนพี่กับน้องที่ชอบของคนละวัยยังไงยังงั้นแหละครับ
               

วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 21


โตเกียว เทรนด์ดี 21
          ก่อนอื่นต้องขออนุญาติแก้ไขข้อมูลของตอนที่19 เรื่องร้านEDWIN นิดนึงครับ เพราะเพิ่งจะกลับมาจากการพาทีมงานไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่โตเกียว พอดีได้มีโอกาสนั่งรถเมล์จากย่านชินจูกุไปยังย่านชิบุยะโดยวิ่งตามถนนเมจิลงไป และตอนที่ผ่านแถวย่านฮาราจูกุ ก็เหลือบไปเห็นว่า ร้านEDWINนั้นได้ย้ายจากฝั่งเดิม มาอยู่ฝั่งเดียวกันกับร้านUTเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นไปเสียแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอแก้ไขข้อมูลเพื่อความถูกต้องครับ
                กลับมาที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 กันต่อ ถัดจากตึกLaforetขึ้นไปอีกหน่อย คุณจะพบกับตึกสูงรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ดูสะอาดตาด้วยกระจกและบางส่วนของผนังสีขาว ตึกนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Ice Cubes Building ซึ่งป็นที่ตั้งของร้าน H&M แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)จากสวีเดน ที่มียอดขายรวมทั้งโลกเป็นอันคับ3 จะเป็นรองก็เพียงแค่ ZARAที่อยู่อันดับ2 และอันดับ1อย่างGAP เท่านั้นเอง
H&Mถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปี1947 โดยขายเฉพาะเสื้อผ้าสุภาพสตรีโดยใช้ชื่อว่า Hennes หรือ Hers ในภาษาอังกฤษนั่นเอง หลังจากนั้นอีก20ปี คุณ Erling Persson เจ้าของHennes ได้เปิดร้าน Mauritz Widforss ในกรุงสต๊อกโฮล์ม สำหรับคุณผู้ชายที่ชื่นชอบการเดินป่าและล่าสัตว์ รวมถึงเสื้อผ้าสุภาพบุรุษด้วย และได้เปลี่ยนชื่อร้านเดิมและร้านใหม่นี้เป็นร้าน Hennes & Mauritz แล้วคงเหลือแต่เพียงตัวย่อ H&Mในท้ายที่สุด ปัจจุบัน H&M มีสาขาทั่วโลกถึงกว่า1,800สาขา ใน34ประเทศ จำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นตามฤดูกาลแบบมาเร็วขายเร็วหมดเร็ว ใครเห็นแล้วถ้าชอบใจขอให้ซื้อทันทีอย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะร้านแนวนี้จะเหมือนกันหมดคือ หมดแล้วหมดเลยอย่าหวังว่าจะผลิตอีกเพราะมีสินค้าของฤดูกาลถัดไปมารอจ่อคิวกันอีกเพียบ
H&Mมาบุกญี่ปุ่นในเดือนกันยายนปี2008 และแน่นอนว่าพื้นที่เป้าหมายของทุกแบรนด์ระดับโลกก็คือ ย่านกินซ่า แหล่งช้อปปิ้งสินค้าชั้นดีมีระดับของกรุงโตเกียว สาขาแรกนี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของH&Mเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันแรกที่เปิดให้บริการมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นมาต่อคิวกันยาวเหยียด จากหน้าร้านที่กินซ่าบล็อก7ยาวไปจนสุดบล็อก8
และในอีก2เดือนถัดมาFlagship Store แห่งที่2 ของญี่ปุ่นที่ย่านฮาราจูกุ ก็เปิดในวันที่8 เดือนพฤศจิกายน ปี2008 ถึงแม้จะเปิดทีหลังแต่ก็ดังกว่าและแรงกว่าตอนเปิดสาขาแรกที่กินซ่า เพราะไปจับไม้จับมือกับดีไซน์เนอร์ระดับตำนานอย่าง Rei Kawakubo แห่ง Comme de Garcons มาออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับการเปิดสาขาชิบุยะให้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้น ตั้งแต่คืนวันอังคารที่4 พฤศจิกายน มีสาวกของ Comme de Garcons มานอนคอยการเปิดร้านตั้งแต่2ทุ่ม และหลังจากนั้นก็แฟนๆก็ทยอยกันมานอนรอและต่อคิวกันอีกเป็นจำนวนนับพัน เพื่อจะเป็นคนแรกๆที่ได้เข้าไปเลือกสินค้าถูกใจและมีจำนวนจำกัดก่อนใครๆ ปรากฏว่าในเช้าวันเสาร์ที่8 พฤศจิกายน มีผู้คนมาต่อคิวเข้าร้านH&M ยาวจากหน้าร้านผ่านตึกLaforetไปถึงสี่แยกฮาราจูกุและหักเลี้ยวไปยังถนนโอโมเทะซันโดโดยมีท้ายแถวอยู่เลยสถานีรถไฟ JR Harajukuขึ้นไปอีก ประมาณการว่ามีคนมารอถึงกว่า2,500คนเลยทีเดียวครับ แต่เท่านี้ยังไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะคนญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องการอดทนเข้าคิวอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นซึ่งเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิก็คงราวๆ10องศา กลับมีฝนตกลงมาทำให้อากาศยิ่งหนาวยะเยียบขึ้นอีก แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ทำให้แฟนตัวจริงย่อท้อแม้แต่น้อย จึงทำให้เราได้เห็นภาพผู้คนใส่เสื้อกันหนาวกางร่มยืนเป็นแถวยาวอย่างมีระเบียบ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของสินค้าชิ้นโปรดก่อนใคร ซึ่งเรื่องแบบนี้คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นแน่
และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา H&Mสาขาชิบุยะก็ได้เปิดให้บริการเป็นแห่งที่3ของกรุงโตเกียว  ถึงจะเปิดมาแล้ว2แห่ง แต่ตอนสายของวันเสาร์นั้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะยังไม่ค่อยมีวัยรุ่นมาเดินกันเท่าไหร่นัก กลับมีวัยรุ่นมาต่อคิวยาวจากเซนเตอร์ไกใจกลางย่านชิบุยะไหลออกมาที่ถนนบุงกะมูระ(Bunkamura Dori) เห็นแบบนี้แล้วดีใจแทนครับ ถึงเศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ประชาชนก็ยังออกมาจับจ่ายใช้สอย ผิดกับบ้านเราที่พอกำลังจะเริ่มไปได้ดี ก็มีอันต้องสะดุดทุกครั้งไป ดูอย่างญี่ปุ่นสิครับ เค้าสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เพราะถ้าประชาชนไม่พอใจเค้าก็ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือครับ
               

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 20

โตเกียว เทรนด์ดี 20
          สัปดาห์นี้พาคุณผู้อ่านเดินมาจนถึงฮาราจูกุเสียที แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยคงสงสัยว่า ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คิดไว้  ไม่เห็นมีเด็กวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆ ไม่เห็นมีซอยแน่นๆคนเดินเบียดกัน เหมือนที่เห็นในนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์เลย อย่าเพิ่งใจร้อนครับ เพราะว่าผมค่อยๆพาคุณเดินมาจากชิบุยะ จะได้เห็นอะไรต่อมิอะไรครบไม่ตกหล่น ภาพของย่านฮาราจูกุที่คุณๆคุ้นเคยนั้นอยู่คนละด้านกับที่ผมพามา ฮาราจูกุแถบที่คุณๆคุ้นกันนั้นอยู่ฝั่งสถานีรถไฟJR ที่ติดกับทางเข้าศาลเจ้าเมจิ  พอออกจากสถานีมาก็จะเจอกับถนนทาเคชิตะ (Takeshita-Dori) ตรงนั้นแหละครับถนนแน่นๆที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนไป แต่เชื่อมั้ยครับว่า เอาเข้าจริงๆแล้วบนถนนเส้นนั้นกลับซื้ออะไรไม่ค่อยจะได้ ถ้ายังไม่ลืม ผมเคยให้ข้อมูลไว้ว่าย่านฮาราจูกุ โดยเฉพาะที่ถนนทาเคชิตะนี้เป็นย่านของเด็กมัธยมต้น ข้าวของที่วางขายอยู่บนถนนเส้นนี้ก็เลยตอบโจทย์ของน้องๆมัธยมไปกว่าครึ่ง รุ่นโตขึ้นไปหน่อยก็อาจจะหาเสื้อผ้าได้บ้างแต่ยากสักนิด ยิ่งรุ่นใหญ่แล้วละก็ลืมไปได้เลยครับ ร้านที่พอจะให้เสียเงินเสียทองได้ก็คงจะมีแค่ ร้านDAISO เจ้าพ่อร้าน100เยนอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเท่านั้นแหละครับ
แต่ขึ้นชื่อว่าฮาราจูกุแล้ว ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง เพราะเมื่อเดินจากย่านชิบุยะเรื่อยมาตามถนนเมจิจนถึงสี่แยกที่เป็นจุดตัดระหว่างถนนเมจิกับถนนโอโมเทะซันโดแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยที่ไม่สามารถบรรยายได้หากไม่ได้ไปเห็นด้วยตา เพราะถ้าคุณไปยืนตรงกลางสี่แยกแล้ว ผมเชื่อว่าคุณจะต้องลำบากในการตัดสินใจว่าจะเลือกไปในทิศทางไหน มองไปข้างหน้าก็น่าเดิน มองไปทางซ้ายก็น่าไป มองไปทางขวาก็น่าลอง เอ! แล้วจะเดินอย่างไรให้มันทั่วละเนี่ย 
เอาอย่างนี้ครับ มาปูพื้นฐานกันก่อนดีกว่า พื้นที่ตรงที่เรียกว่าฮาราจูกุนี้ ตั้งอยู่ในแขวงจิงกูมาเอะ (Jingumae)ของเขตชิบุยะครับ จิงกู(Jingu)แปลว่าศาลเจ้า มาเอะ(mae)แปลว่าด้านหน้า แปลรวมกันก็คือพื้นที่ด้านหน้าศาลเจ้า เพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจินั่นเอง  ในแขวงจิงกูมาเอะนั้นแบ่งย่อยๆออกเป็น 6บล็อกด้วยกัน โดยมีถนนเมจิผ่ากลางย่านฮาราจูกุตามแนวตั้ง และมีถนนโอโมเทะซันโดตัดขวางกลางย่านฮาราจูกุอีกเช่นกัน ทำให้แบ่งย่านฮาราจูกุออกเป็น4ส่วน โดยมีสี่แยกฮาราจูกุนี้แหละครับเป็นศูนย์กลาง ส่วนแรกเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแขวงนี้คือ จิงกูมาเอะ บล็อก1 (Jingumae 1) คือพื้นที่ส่วนที่อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจิมากที่สุด กินอาณาบริเวณระหว่างด้านหน้าสถานีรถไฟJR กับฝั่งซ้ายของถนนเมจิ และมาสุดด้านล่างที่ถนนโอโมเทะซันโด  ส่วนพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบล็อก1 ระหว่างถนนเมจิฝั่งขวาไล่ลงมาชนกับถนนโอโมเทะซันโดที่ด้านล่างก็เป็น จิงกูมาเอะ บล็อก 2 จนถึงบล็อก4 (Jingumae 2,3,4) และพื้นที่ฝั่งด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดลงมาก็จะเป็นจิงกูมาเอะ บล็อก5 (Jingumae 5)ทางด้านขวาของถนนเมจิ และบล็อก6 (Jingumae 6)ทางฝั่งซ้ายซ้ายของถนนเมจิ  พอคุณผู้อ่านเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ทีนี้จะเดินให้ทั่วย่านฮาราจูกุก็ไม่ยาก จะไปไหนก็ให้ยึดสี่แยกฮาราจูกุเป็นหลัก  ถ้าติดตามกันมาตลอด คงจำกันได้ว่า 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พาคุณผู้อ่านเดินผ่านร้านรวงทั้งหลายตั้งแต่Paul Smith ไล่เรียงขึ้นมาจนถึงร้านUT ก็อยู่ในพื้นที่ของจิงกูมาเอะ บล็อก5 และบล็อก6 ทางด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดนั่นเองครับ
วันนี้เอาเฉพาะตรงสี่แยกนี้ก็ไปไหนต่อไม่ไหวแล้วครับ เริ่มกำหนดตำแหน่งกันก่อน ถ้าคุณยืนอยู่ตรงกลางสี่แยกให้หันหน้าไปทางตึกLaforet และตึกGAP  ซ้ายมือและขวามือของคุณก็จะเป็นถนนโอโมเทะซันโด ส่วนด้านหน้าและด้านหลังของคุณคือถนนเมจิ  เราจะเริ่มต้นตระเวณสำรวจกันที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 ซึ่งก็คือพื้นที่ทางด้านหน้าฝั่งซ้ายมือของคุณทั้งหมด โดยมีตึกLaforet เป็นจุดเริ่มต้น  ถ้าตึกSHIBUYA 109 เป็นสัญลักษณ์ของย่านชิบุยะ ตึกLaforet ก็คือแลนด์มาร์คของย่านฮาราจูกุครับ ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี1978 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นวัยรุ่นที่นำและล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว บนอาคารสูง6ชั้นและชั้นใต้ดินอีก3ชั้น อัดแน่นไปด้วยเทรนด์แฟชั่นผ่านร้านเสื้อผ้ากว่า120ร้าน เกือบจะทั้งหมดเป็นแฟชั่นของคุณสุภาพสตรีมีของคุณสุภาพบุรุษบ้างพอให้ไม่เหงา และส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่น  ซื้อกลับมาแล้วไม่ต้องกลัวใส่ชนกับใคร เพราะเดินตึกนี้ทีไรไม่ค่อยเจอคนไทยมากนัก อาจเป็นเพราะรอบข้างและใกล้เคียง มีร้านรวงให้เดินกันไม่หวาดไม่ไหว  ร้านเด่นดังคู่ตึกLaforet และเป็นที่รู้จักของนักช้อปชาวไทยคงหนีไม่พ้นร้านTOPSHOP / TOPMAN  จากแดนผู้ดี ที่ตอนนี้ก็มีมาเปิดที่Central World บ้านเราด้วยเช่นกัน แต่ที่ฮาราจูกุนี้มีของให้เลือกมากกว่าและคัดของมาได้โดนใจกว่า โดยเฉพาะเสื้อยืดของที่นี่ลายเค้าเฉียบเหลือรับประทาน  ส่วนคุณสาวๆที่เป็นแฟนประจำของคุณ Kate Moss อย่ารอเฉย สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปหยิบฉวยคอลเล็คชั่นล่าสุดของเธอมาไว้ในครอบครอง โดยเฉพาะรุ่น Limited Edition ที่คุณจะสวยได้แบบมั่นใจว่าไปงานไหนไม่มีชนแน่นอน
 แค่เดินในตึกLaforetเพียงแห่งเดียว  คุณอาจจะต้องรีบกลับโรงแรมก่อนกำหนด เพราะถ้าหากยังฝืนเดินต่อไป คงจะไม่มีมือให้ถือของได้อีกเลย

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 19


โตเกียว เทรนด์ดี 19
          ถ้าลายเส้นหลากสี(Multi Color)บ่งบอกถึงความเป็นPaul Smith  ลายเส้นดำตัดขวางบนสีเบจใครเห็นก็ต้องทราบว่านี่คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ผู้ดีจากอังกฤษ BURBERRYนั่นเอง แต่จะบุกตลาดญี่ปุ่นทั้งทีต้องมีดีกว่า ก็เลยเข็น BURBERRY BLUE LABEL สำหรับสาวนุ่ม และBURBERRY BLACK LABEL สำหรับหนุ่มมั่น โดยลดดีกรีความเป็นผู้ดีลงแล้วเติมความอ่อนเยาว์เข้าไปแต่ยังไม่ทิ้งความเนี้ยบของการตัดเย็บ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ที่แฟนพันธุ์แท้รุ่นใหญ่ของ BURBERRYต้องหวั่นไหวว่ายังอยากจะอนุรักษ์แบบดั้งเดิมไว้ หรือจะปันใจให้โลดแล่นไปกับเทรนด์ใหม่วัยมัน และที่สำคัญปรากฏการณ์นี้มีให้คุณเห็นเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ ต้องแวะไปที่ร้านBURBERRY BLUE LABELอยู่ติดกับร้าน Paul Smith บนถนนเมจิ และร้าน BURBERRY BLACK LABELที่อยู่ในCat Street ด้านหลังของร้านBLUE LABEL หรือสาขาอื่นๆอีกมากทั่วญี่ปุ่น
จากหน้าร้าน Paul Smithเดินตามถนนเมจิขึ้นไปเเรื่อยๆ ถ้าคุณลองสังเกตุจะพบว่าร้านรวงเริ่มหนาแน่นขึ้น แบรนด์คุ้นตาก็เริ่มเยอะขึ้น เพราะอีกไม่ไกลก็จะถึงเขตแดนของฮาราจูกุตรงถนนโอโมเทะซันโดตัดกับถนนเมจิแล้ว จะแวะเข้าร้านไหนหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและรสนิยมส่วนตัว แต่ที่ไม่ควรผ่านเลยไปก็คือร้านTKของดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่นชื่อดัง Takeo Kikuchi ที่เน้นเสื้อผ้าStreet Casual ออกแนวกบฎเล็กๆ ถึงจะเป็นเสื้อผ้าแบบใส่ง่าย แต่ก็มากด้วยรายละเอียด สมศักดิ์ศรีดีกรีนักออกแบบแฟชั่น โดยเฉพาะคนรักเครื่องแบบ คงถูกใจเสื้อผ้าแนวทหารที่ไล่เรียงตั้งแต่หมวกลงมาถึงบู้ท ส่วนคนชอบเสื้อยืดอย่างผม อดจะคว้าเสื้อยืดลายการ์ตูนจอมโจรลูแปง (Arsene Lupin) ที่หาได้เฉพาะที่ร้านTK มาใส่รำลึกความหลังไม่ได้
สำหรับบรรดาสาวกยีนส์ คงต้องเข้านอกออกร้านบ่อยกว่าใคร เพราะฝั่งตรงข้ามกับร้านTK คุณสาวๆคงจดๆจ้องๆ MISS SIXTYเอาไว้อยู่นานแล้ว ข้ามไปดูซะหน่อยปล่อยให้หนุ่มๆเค้าเพลินอยู่ในร้านTK อีกซักพัก เดี๋ยวค่อยแวะมารับ หรือจะข้ามไปด้วยกันแล้วให้คุณผู้ชายป้วนเปี้ยนกับแบรนด์ENERGIE ที่อยู่ในร้านเดียวกันไปพลางๆก็สมประโยชน์ดี  เสร็จจากนี้เดินขึ้นไปอีกหน่อย  เจ้าของโลโก้สายรุ้งคู่ GAS JEANS รอให้คุณเข้าไปสำรวจตรวจเทรนด์ และโปรดเผื่อใจไว้ซักนิด เพราะหลายคนหลวมตัวตกหลุมรักยีนส์มีระดับกันมานักต่อนักแล้ว ส่วนใครที่เป็นแฟนตัวจริงของยีนส์ระดับตำนานอย่างLevi’s ต้องแวะไปให้ได้ที่ร้าน The Original Levi’s Store ใครกำลังตามหาLevi’sรุ่นหายาก แตกต่างจากรุ่นดาษดื่นที่มีอยู่ในเมืองไทยต้องไปชม และเชื่อขนมกินได้เลยว่า ถ้าพี่รักLevi’sจริง พี่ต้องพาน้องกลับไปไม่ตัวก็สองตัว
 ส่วนท่านที่เบื่อยีนส์ฝรั่ง  EDWIN ยีนส์สัญชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยีนส์ต่างชาติได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ  ตั้งอยู่เลยขึ้นไปใกล้กับสี่แยก อันที่จริงยีนส์ EDWIN นี้หาได้ง่าย มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในOutlet  แต่เฉพาะที่ร้านนี้ มีรุ่นLimited ที่หาไม่ได้ในร้านทั่วไป รอให้คุณสอยมาเท่ได้ไม่ซ้ำเพื่อน แต่ราคาจะโดดจากรุ่นธรรมดาเกือบเท่าตัว  อย่างเช่นรุ่นเบสิค503 ราคาอยู่ที่ 9,450เยน แต่พอเป็นรุ่นฉลอง25ปีTransformer ที่มีกระดุมและป้ายเป็นตราสัญลักษณ์Decepticon นั้น ราคาจะเขยิบไปที่15,750เยน และหากใครที่เป็นสาวกของOnitsuka Tigerแล้วละก็ ต้องตามล่าหายีนส์EDWIN รุ่นสมานฉันท์กับOnitsuka Tiger มาครอบครองให้จงได้ รุ่นนี้มีจุดสังเกตุที่รอยปักสัญลักษณ์รูปเสือยืนบิดอยู่ตรงกระเป๋าเล็กด้านหน้าขวา  ป้ายหนังสีน้ำตาลแดงปั๊มรูปหัวเสือวางคู่กับโลโก้เจ้าภาพทั้งคู่ ที่ด้านหลัง  สกรีนโลโก้เจ้าภาพสีขาวบริเวณขอบเอวด้านใน  พิมพ์สัญลักษณ์รูปเสือกับโลโก้ของOnitsuka Tigerบนซับในกระเป๋าหน้าคนละข้าง  และกระดุมต้องสีแดง มูลค่าอยู่ที่16,800เยน ถ้าไม่มีไว้ในครอบครอง พูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นสาวกตัวจริงครับ
ฝั่งตรงข้ามกับร้านEDWINเป็นร้านที่มิควรพลาดอย่างที่สุดก็คือร้าน UT หรือ Uniqlo T-shirt ที่เคยเขียนถึงไปครั้งนึง สาวกเสื้อยืดห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาด เพราะแค่เลือกลายก็ลานตาแล้ว ร้านนี้เป็นFlagship Store ของUTเลยครับ การจัดร้านแนวมาก เสื้อยืดมีให้เลือกทั้งแบบที่แขวนอยู่บนราวหรือจะเลือกแบบพิเศษบรรจุในกระป๋องพลาสติคใสเหมาะจะให้เป็นของฝากอย่างมีสไตล์ แต่โปรดระมัดระวังเรื่องขนาดให้ดี เพราะเสื้อยืดแต่ละรุ่นแต่ละลาย ที่ป้ายบอกขนาดเดียวกัน แต่ขนาดอาจต่างกันกับอีกลายก็เป็นได้ เพราะผมเคยเจอมาแล้ว ปกติผมจะใส่ไซส์ L แต่บางรุ่นหยิบไซส์ L มาโดยไม่ได้ดูให้ดี ดันเป็นแบบSlim Fitเข้ารูป ใส่ออกมาแล้วเป็นพี่โหน่งสามช่า ฮาไม่ออกเลยครับ

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 16

โตเกียว เทรนด์ดี 16
                จากย่านชิบุยะถ้าจะไปฮาราจูกุ (Harajuku) ก็สามารถไปได้หลายวิธี ถ้าเอาแบบเบสิคที่นักท่องเที่ยวทั่วไปใช้กันก็คงไม่พ้นการไปโดยรถไฟฟ้าบนดินสาย JR Yamanote สีเขียวอ่อน ขึ้นไปในทิศทาง Shinjuku-Ikebukuro-Ueno นะครับ เพราะถ้าขึ้นผิดชานชลา ก็อาจพาคุณลงไปทางตรงกันข้ามคือ Meguro-Shinagawa-Tokyoได้ ถ้าจำไม่ผิด จะไปฮาราจูกุก็ควรจะขึ้นชานชลาที่2 ดูทิศทางให้แน่ใจก่อนละกัน ถ้ามั่นใจแล้วก็ยืนไปแค่ป้ายเดียว ลงที่สถานีฮาราจูกุได้เลยครับ แต่ใครที่ซื้อตั๋วรถไฟฟ้าต็ดินแบบวันดียวราคาเดียว ก็จะมุดดินไปใช้รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำตาล Fukutoshin Line นั่งไปแค่ป้ายเดียวเช่นกัน แต่ลงที่สถานี Meiji- jingumae นะครับ จำไว้เลยว่าถ้าเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินจะขบวนไหนก็ตามต้องลงที่สถานี Meiji-jingumae เท่านั้น ไม่ใช่สถานีฮาราจูกุ สำหรับรถไฟฟ้าใต้ดินนี้ยังมีวิธีจดจำแบบง่ายๆได้อีกคือ ทุกสายเค้าจะถูกแทนด้วยสีและอักษรย่อเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ และทุกสถานีจะถูกแทนที่ด้วยตัวเลข เช่นที่สถานีชิบุยะนี้ถ้าเป็นสาย Fukutoshin ก็เป็นสีน้ำตาล F16 และสถานีMeiji-jingumae เป็นสถานี F15 เวลาลงไปที่ชานชลาก็สังเกตุทิศทางจากลำดับของตัวเลขก็สะดวกดีครับ
แต่สำหรับผม วิธีที่ผมชอบที่สุดก็คือ เดินครับ หลายคนคงต้องโห่ฮิ้วแน่ๆ แต่มันเป็นเรื่องดีที่ต้องบอกความจริงกัน เพราะตลอดเส้นทางมีร้านรวงสารพัดแบรนด์ให้เพลิดเพลินจำเริญตา แถมมีโอกาสได้สินค้าเด่นของดีติดไม้ติดมือไปก็เป็นได้ หรือถ้าขี้เกียจเดินจะนั่งรถเมล์ไปก็ได้ แต่อย่างไรเสีย พอเห็นร้านรวงระหว่างทางแล้ว ก็ต้องเดินย้อนกลับมาอยู่ดี
                จากห้าแยกชิบุยะ ตรงหน้าสถานีรถไฟJR ถ้ายืนหันหน้าไปทางตึก Q FRONT ให้คุณแลขวา ก็จะเห็นทางรถไฟยกระดับ คุณเดินไปทางนั้นล่ะครับ พอลอดใต้ทางรถไฟไปแล้วก็จะเจอกับสี่แยกไฟแดง  จุดตัดของถนนเมจิ (Meiji Dori) กับ ถนนเนินมิยะมาสึ (Miyamasu Zaka) สังเกตุตรงสี่แยกจะมีร้านเครื่องไฟฟ้าขนาดใหญ่ ชื่อ Bic Camera ตั้งอยู่ตรงหัวมุมพอดี พูดถึงร้านนี้นักท่องเที่ยวชาวไทยคงรู้จักกันดี หลายท่านคงเสียเงินกับร้านนี้ไปไม่น้อย เพราะเค้ามีเครื่องไฟฟ้า กล้อง คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเลคโทรนิคสารพัดให้เลือกมากจริงๆ ใครชอบเดินร้านจำพวกนี้ จะเดินโฉบเฉี่ยวเข้าไปดูก็ได้ แต่ถ้าคิดจะซื้อก็ต้องพิจารณาให้ดีเพราะสินค้าทั้งหลายทั้งปวงเค้าจำหน่ายให้กับคนท้องถิ่นเป็นหลัก หากแต่นักท่องเที่ยวอย่างเราอยากได้ ก็ต้องตรวจสอบให้เรียบร้อยเสียก่อนว่า ใช้กับไฟฟ้าบ้านเราได้มั้ย มีคู่มือภาษาอังกฤษให้หรือเปล่า และใช้นอกประเทศญี่ปุ่นได้จริง เพราะสินค้าบางอย่างพอนำออกจากญี่ปุ่นแล้วมันทำงานไม่ได้เช่นนาฬิกาบางรุ่นที่ทำงานโดยคลื่นวิทยุ ซึ่งเมืองไทยไม่สามารถใช้ได้ และสินค้าบางตัวที่ใช้ได้แต่ไม่คุ้มเช่นเครื่องรับวิทยุ เพราะในญี่ปุ่นนั้นช่วงคลื่นวิทยุเอฟเอ็มเค้าแตกต่างจากบ้านเรา
 สำหรับคุณๆที่เป็นแฟนสินค้าแนวนี้และมีโอกาสไปญี่ปุ่นอยู่เสมอ ถ้ารักชอบแบรนด์ร้านไหน ก็ควรจะทำบัตรสะสมแต้ม(Point Card)เก็บเอาไว้ เวลาซื้อของๆเค้าทีก็จะมีคะแนนสะสมไปเรื่อยๆ ซึ่งคะแนนของเค้าสามารถเก็บไว้ได้หลายปีและนำมาแลกสินค้าในร้านแทนเงินสดได้ไม่มีอิดออดให้รำคาญใจไม่มีเงื่อนไขให้เสียอารมณ์ บางร้านถึงขนาดช่วยคิดแทนเราด้วยว่า ถ้าซื้อของชิ้นใหญ่แล้วจะได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วเอาคะแนนที่ได้ไปแลกสินค้าชิ้นเล็กโดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย ยิ่งถ้าไปเป็นกลุ่มใหญ่หรือครอบครัวก็ยิ่งคุ้ม คุณพ่อซื้อกล้องคุณแม่ซื้อนาฬิกา ได้คะแนนมาแลกเครื่องเล่นเกมส์ให้คุณลูก แฮบปี้กันถ้วนหน้า ไปญี่ปุ่นคราวหน้าอย่าลืมทำไว้ซักใบ ยิ่งถ้าไปกับบริษัททัวร์ยิ่งสะดวก ขอให้หัวหน้าทัวร์หรือไกด์ท้องถิ่นเค้าช่วยทำให้ รับรองว่าเป็นประโยชน์กับทุกท่านและใช้ประโยชน์ได้ทันที เวลาชำระค่าสินค้าก็แค่แสดงบัตรให้เจ้าหน้าที่เค้าดู จะชำระเงินแล้วเก็บคะแนนไว้ก่อนก็ได้ หรือถ้ามีคะแนนอยู่มากพอ จะให้ทางร้านเค้าตัดคะแนนออกจากบัตรเป็นค่าสินค้าเลยก็ได้ หรือถ้ามีคะแนนไม่พอ จะใช้คะแนนส่วนหนึ่งแล้วชำระเงินในส่วนที่ขาดก็ได้เช่นกัน เวลาใช้บัตรก็แสนจะสะดวก เพราะเค้ายึดถือบัตรเป็นหลักไม่ต้องเช็ดชื่อหรือตรวจสอบลายซ็น ใครถือบัตรใบนี้มาก็ใช้ได้ทั้งนั้น เหมาะจะทำติดตัวไว้ เผื่อคราวหน้าจะมาเองหรือคนสนิทในบ้านจะมาบ้าง จะได้ช่วยกันใช้ช่วยกันสะสมคะแนนให้ครบ อาจจะได้ลำโพงชั้นเยี่ยมมาประดับห้องรับแขกฟรีๆโดยไม่ต้องเสียเงิน
ร้านเครื่องไฟฟ้าดังๆไม่ว่าจะเป็น Bic Camera, Yodobashi, Sakuraya เค้ามีกันทั้งนั้น แถมในช่วงฤดูจับจ่ายอย่างเช่นช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ ยังมีโปรโมชั่นเพิ่มคะแนนจาก 5เปอร์เซนต์เป็น 10เหรือ15เปอร์เซนต์ในสินค้าบางรายการ อย่างนี้ยิ่งซื้อยิ่งคุ้ม คนญี่ปุ่นเค้านิยมทำPoint Cardกันแทบทั้งนั้น ไม่เฉพาะร้านเครื่องไฟฟ้านะครับ ร้านขายยา ร้านอาหาร และอีกสารพัดร้าน ก็มีระบบPoint Cardให้กับลูกค้า เพื่อสร้างความภักดีและสร้างความถี่ในการใช้บริการกันอย่างแพร่หลาย เพื่อนๆชาวญี่ปุ่นหลายรายมีกระเป๋าใส่Point Cardโดยเฉพาะ เวลาไปกินข้าวซื้อของกันทีไร เค้าสะสมคะแนนกันได้แทบทุกร้าน หลังๆผมเลยเอาบ้าง ปีที่แล้วทั้งปีได้คะแนนมาแลกเครื่องเล่นPSPให้ลูกสาวได้สบายเลย ร้านไหนห้างไหนในเมืองไทยจะเอาไปใช้บ้างก็น่าจะดี แต่ต้องใจถึงสักนิดอย่าคิดอะไรตื้นๆ ของญี่ปุ่นเค้าใช้คะแนนแทนเงินสดซื้อสินค้าในร้านได้ทุกรายการก็เลยเป็นที่นิยม

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 15


โตเกียว เทรนด์ดี 15
ถัดจากร้านUNIQLOไปอีกนิดติดกับตึกCinema Rise ตรงข้ามตึกปาร์โก้3 คุณจะพบกับร้านสุดฮิป ที่มีโลโก้รูปหน้าลิงสีน้ำตาล และตัวอักษรสีเขียว เขียนว่า GO! APE  บนผนังเรียบสีเทามัน นั่นแหละครับร้านBAPE STORE ของ Tomoaki Nagaoหรือชื่อสั้นๆว่า Nigo (นิโกะ) ดีเจหนุ่มสังกัดกลุ่ม Teriyaki Boyz กลุ่มฮิปฮอปชื่อดังของญี่ปุ่น ที่มาเปิดร้านเสื้อผ้าแนวสตรีทแฟชั่น จนดังถล่มทลายไปทั่วเกาะญี่ปุ่นและเป็นที่ต้องการของหนุ่มฮิปสาวฮอปและผู้นิยมในแบรนด์ ถึงขนาดรอเข้าแถวคิวยาวเป็นชั่วโมง เพื่อสอยเสื้อยืดซักตัว  หมวกซักใบ หรือรองเท้าซักคู่ กลับไปนอนกอดให้ชื่นใจ เรื่องราวคุณนิโกะและสินค้าแบรนด์ดังของเค้า จะกลับมาพบกับคุณแน่ๆ แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ ขอยกยอดเอาไว้ตอนพาไปคุณตลุยช้อปสินค้าแบรนด์เนมย่านโอโมเทะซันโดะและอาโอยามะละกัน
แต่สำหรับสาวนักช้อปต้องไม่พลาด เนินสเปน( Spain Zaka หรือ Spain Slope) ที่มากด้วยร้านเสื้อผ้า ร้านแว่นตา ร้านรองเท้า และร้านชุดชั้นใน AMO’S STYLE ที่มีสารพัดแบบ สารพันสี จะแบบกุ๊กกิ๊กคิกขุ หรือแบบเซ็กส์ซี่สีวาบหวาม มีให้คุณสาวๆได้เลือกกันจนเมื่อยเลยล่ะครับ จะไม่ให้เมื่อยได้ยังไง ก็ที่เห็นส่วนใหญ่ สาวไทยจะหยิบๆๆ  ชิ้นนั้นก็สวย ชิ้นโน้นก็ดี ชิ้นนี้ก็สบาย เผลอแป๊บเดียวหอบถุงเบ้อเริ่มเบ้อร่าออกมา คุณผู้ชายที่ลองแว่นอยู่ข้างๆ มองอย่างไม่เชื่อสายตาว่า ถุงใหญ่ขนาดนั้น เสื้อชั้นในล้วนๆครับ นอกจากที่ช้อปแล้วแถวนี้ยังมีร้านอาหารเก๋ๆ คาเฟ่เท่ห์ๆ ให้คุณได้พักเท้าอีกหลายร้าน รวมทั้งร้านเครปแสนอร่อยที่คุณสาวๆผู้ไม่ห่วงเรื่องน้ำหนักตัวต้องลองชิมของเค้าสักชิ้น
ถนนเนินสเปนนี้ อยู่ระหว่างร้านUNIQLO กับ BAPE STORE  อยู่ฝั่งเดียวกันนั่นแหละครับ หาไม่ยาก และถ้าเดินจากด้านข้างของตึกCinema Rise ลงไปก็จะสะดวกดี เพราะเป็นเนินช่วงเดินลง ช้อปไปลงไปไม่ต้องเมื่อย ลงไปเรื่อยๆก็จะไปชนกับ เซ็นเตอร์ไกฝั่งถนนอิโนะคะชิระ(Inokashira Dori) โผล่ออกมาก็จะเห็นป้อมตำรวจของแขวงอุดะงาวะอยู่ทางขวามือชื่อเนินเสปน ก็มีที่มาจากร้านอาหาร้านนึง ที่ตกแต่งร้านออกแนวสเปน และโดดเด่นเป็นที่รู้จัก เวลาใครจะไปใครจะมาแถวนี้ ก็เลยพร้อมใจกันเรียกถนนบนเนินเล็กๆนี้ว่า ถนนเนินสเปน (Spain Zaka Street)
อันที่จริงแล้วย่านชิบุยะนี้ยังมีที่ช้อปอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็นห้างมารุอิ ร้านซีเลคช้อปชั้นนำอย่าง BEAMS,  SHIPS และ JOURNAL STANDARD เป็นต้น แต่ถ้าเขียนจนหมดเดี๋ยวคนย่านอื่นๆเค้าจะงอนเอา ก่อนจะหนีไปช้อปย่านอื่นต่อ ต้องขอแนะนำอาหารเด็ดของย่านชิบุยะนี้ไว้ เผื่อใครช้อปแถวนี้แล้วอยากหาอะไรง่ายๆทาน ลูกค้าหลายคณะ ที่ผมมักจะพาไปชิมอยู่บ่อยๆก็คือ ราเมนที่อร่อยสุดๆเจ้านึง
Ichiran Ramen ราเมนน้ำซุปกระดูกหมูจากฟุกุโอกะ (Tonkostu Ramen ทงโคทสึนะครับ ไม่ใช่ ทงคัทสึ เรียกกันผิดประจำสับสนกันหมดเลย ) ที่ผมยกตำแหน่งที่หนึ่งในใจของผมให้เลยครับ เพราะเป็นราเมนที่สมบูรณ์พร้อมในทุกด้าน ตามปกติของร้านราเมนเค้าจะให้ความสำคัญกับองค์ประกอบ3อย่างคือ เส้น น้ำซุป และเครื่องหรือหน้า ที่โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นหมูอบหรือหมูย่างหั่นเป็นแผ่นที่เรียกว่า ชาชู(chachu) แต่สำหรับที่Ichiran นี้นอกจากทั้ง3องค์ประกอบจะสมบูรณ์แล้ว เค้ายังมีองค์ประกอบที่4 ที่ทำให้บรรดานักชิมราเมนพากันติดอกติดใจก็คือ ซอสเผ็ด (Special Sauce) ที่ทำจากพริกแดงและเครื่องปรุงกว่า30ชนิด เจ้าซอสเผ็ดตัวนี้แหละครับทีเด็ดของร้านเลย  เค้าเป็นเจ้าแรกของญี่ปุ่นที่ใส่ซอสเผ็ดลงในราเมน สมัยก่อนคนญี่ปุ่นทานราเมนกันในรสชาติปกติ ออกเค็มๆซะเป็นส่วนมาก แต่พอมาเจอซอสเผ็ดเข้าเท่านั้นแหละ ความตื้นเต้นในรสชาติอันแปลกใหม่จึงทำให้Ichiran ที่เปิดมาตั้งแต่ปี1960 โด่งดังมาได้จนถึงทุกวันนี้ไม่มีตก
นอกจากรสชาติที่แตกต่างแล้ว รูปแบบของร้านและการให้บริการก็แตกต่างอย่างชัดเจน โดยปกติคนญี่ปุ่นจะทานอาหารในรสชาติมาตรฐานของร้านหรือของคนปรุง โดยตัดสินใจแล้วว่ามาทานร้านนี้เพราะรสชาติของเค้าเป็นอย่างนี้ แต่ที่Ichiranนี่ เค้าทำลายกฏเกณฑ์เหล่านี้ลง ด้วยการอนุญาติให้ลูกค้าเลือกรสชาติของราเมนได้ด้วยตัวเอง เค้าจะมีแบบสอบถามแผ่นเล็กๆ มีหัวข้อให้คุณเลือก7ข้อ ประกอบด้วย ความเข้มของรสชาติ ความมันของน้ำซุป ใส่กระเทียมหรือไม่ ต้นหอมด้วยหรือเปล่า เอาหมูด้วยมั้ย ใส่ซอสเผ็ดมากน้อยบอกไป และลวกเส้นอย่างไร  ใครชอบแบบไหนก็วงคำตอบที่คุณต้องการ และอีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านIchiranเลย ก็คือที่นั่งที่เป็นเคาน์เตอร์มิดชิด มีผนังเล็กๆคั่นแต่ละที่นั่ง เมื่อราเมนมาเสริฟแล้ว ม่านด้านหน้าก็จะถูกดึงลง เพิ่มความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะคุณสุภาพสตรีจะได้สูดเส้นราเมนเสียงดังได้ไม่อายใคร นี่ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า ราเมนข้อสอบ จำได้ว่าคนแรกๆที่ให้ชื่อนี้ก็คือ คุณมนทิรา ภูปากน้ำ บก.บห.แห่งนิตยสารสุดสัปดาห์ ที่เคยไปชิมกันมาตอนไปถ่ายแฟชั่นที่ชิบุยะเมื่อหลายปีก่อน
ร้าน Ichira Ramen สาขานี้หาได้ไม่ยาก จากห้าแยกชิบุยะ เดินไปตามถนนชิบุยะทางด้ายขวาของตึกQ FRONT คราวนี้ให้เดินเลียบขวา ผ่านห้างเซย์บุที่อยู่ทางซ้ายมือไป ก็จะเจอห้างมารุอิแจม (Marui Jam) พอสุดห้างก็ให้สังเกตุว่าอยู่ตรงสามแยกไฟแดงที่ตัดกับถนนโคเอน (Koen-Dori) มองไปฝั่งตรงข้ามจะเป็นห้างมารุอิซิตี้ (Marui City) ตำแหน่งนี้แหละครับ กลับหลังหันก็จะเจอร้านIchiran Ramen ต้องเดินลงไปใต้ดิน ก็จะเจอตู้จำหน่ายบัตร เสียบแบงค์พันเยนเข้าไปแล้วกดเลือกราเมน มีอย่างเดียวราคาเดียวครับ ถ้าจำไม่ผิดก็ 780เยน เป็นออร์เดอร์มาตรฐานมีหมู2แผ่น ถ้าไม่พออิ่มก็กดอีก150เยนได้หมูอีก3แผ่น และถ้าอยากได้ไข่ต้มที่มีไข่แดงเป็นยางมะตูมก็ต้องกดเพิ่มอีก100เยน (อันนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด) กดเสร็จก็จะได้บัตรใบเล็กๆประมาณตั๋วรถไฟสมัยก่อน แล้วก็ไปเข้าคิวรอ เค้าจะมีแผงไฟบอกตำแหน่งที่นั่งที่ว่าง ตามลำดับตัวเลขในภาษาญี่ปุ่น พอเห็นหมายเลขไหนมีไฟสีน้ำเงินติดขึ้นมา ก็แสดงว่าที่นั่งตรงนั้นว่างและพร้อมให้บริการ เมื่อเข้าไปนั่งแล้วก็ยื่นบัตรเล็กๆไว้ข้างหน้า จะมีพนักงานนำแบบสอบถามมาให้  พอวงคำตอบเสร็จก็ยื่นพร้อมกับบัตรออร์เดอร์ที่กดมา ครู่เดียวสุดยอดราเมนก็มาวางอยู่ตรงหน้า รอให้คุณพิสูจน์รสชาติ ขอแอบเฉลยข้อสอบซักนิด รสชาติส่วตัวของผมต้องตอบ ข-ง-ก-ค-ข-ง-ข ครับ ใครจะลอกข้อสอบก็ไม่ว่ากัน อยากให้คุณได้ทานราเมนที่ผมคิดว่าอร่อยที่สุดตั้งแต่เคยชิมมาครับ

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 14


โตเกียว เทรนด์ดี 14
          ระหว่างร้านGap กับห้างปาร์โก้ตึก1 จะมีซอยเล็กๆคั่นกลาง ในซอยนี้ต้องบอกว่าเด็ดดวงมากครับ
แค่ร้านGapที่ปากซอยก็ช้อปสนุกมากแล้ว แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)ชื่อดังจากซานฟรานซิสโกเจ้านี้ เข้าตลาดญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี1994 และเป็นที่นิยมของวัยรุ่นแดนอาทิตย์อุทัยในทันที เฉพาะในโตเกียวมีถึง25สาขา โดยมี Flagship store เชิดหน้าชูตาอยู่ที่ฮาราจูกุ รายละเอียดเอาไว้ไปว่ากันอีกทีตอนที่ไปฮาราจูกุก็แล้วกัน
                เข้าซอยไปนิดชิดซ้ายหน่อยก็จะเจอกับร้าน UNIQLO(ยูนิโคล) แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าของญี่ปุ่นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่ปี1949 มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดยามากูจิ  และมาเป็นตัวเป็นตนชัดเจนเอาเมื่อปี1984 โดยเปิดเป็นร้านค้าปลีกขายเสื้อผ้าแบบUnisexที่จังหวัดฮิโรชิมะ โดยใช้ชื่อ Unique Clothing Warehouse เรียกสั้นๆว่า UNIQLO จนมารุ่งเรืองกระเดื่องนามเอาตอนที่ได้นำแนวคิดการทำธุรกิจของGap มาปรับใช้ให้เข้ากับความเป็นญี่ปุ่น และใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ปีก็ดังข้ามโลกไปเรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นเสียแล้ว
 ปัจจุบัน UNIQLO มีสาขาในญี่ปุ่น750กว่าสาขา เฉพาะในโตเกียวก็ร่วม100สาขาเข้าไปแล้ว และยังขยายออกไปเปิดสาขาในต่างประเทศอีกมากมายหลายแห่ง ใกล้ๆหน่อยก็อย่างเช่น เกาหลี จีน ฮ่องกง สิงค์โปร์  และเลยไปไกลอย่างนิวยอร์ค ลอนดอน และปารีส โดยมียอดขายในปี2008สูงถึง586พันล้านเยน และถ้าเทียบชั้นในบรรดาแบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)ระดับโลกแล้วก็ไม่ขี้เหร่ อยู่ในลำดับที่6 รองจาก Gap, Zara, H&M, Limited Brand และ Next แต่ก็ยังเหนือกว่า Polo, Esprit, Abercrombie & Fitch และBenetton เสียอีก
UNIQLO ได้รับการตอบรับมากยิ่งขึ้น เมื่อไปเปิด Flagship Store นอกประเทศแห่งแรกที่ย่านโซโหของมหานครนิวยอร์คในปี2006 และถัดมาอีกแห่งในปี2007 บนถนนอ๊อกฟอร์ดย่านช้อปปิ้งของกรุงลอนดอน
จนนิตยสารแฟชั่นและออกแบบหลายเล่ม ต่างพากันเล่าเรื่องและลงภาพของ Flagship Storeทั้ง2แห่งกันมากมาย ชวนให้ฝรั่งฝั่งโน้นอดใจไม่ไหว ต้องไปชมไปซื้อกันอย่างเนืองแน่น และล่าสุดก็กำลังจะเปิด Flagship Store นอกญี่ปุ่นแห่งที่3 ในย่านโอเปร่า ของกรุงปารีส มหานครแห่งแฟชั่น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ ช่วยทำให้ UNIQLO ก้าวเข้าสู่ความเป็น Global Brand ได้อย่างเต็มภาคภูมิ
เสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นของUNIQLOเป็นที่ถูกอกถูกใจของคนไปทั่ว เพราะเลือกใช้วัตถุดิบชั้นดีในการผลิต สไตล์ก็โดดเด่นเพราะออกแบบโดยนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำ แถมราคาก็ยังโดนใจเพราะส่งไปผลิตที่ประเทศจีน เวียดนามและบังคลาเทศ จึงสามารถขายได้ในราคาถูก ไม่เพียงแต่จะมีสินค้าของกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น กลุ่มผู้ใหญ่ กลุ่มเด็กเล็กและเด็กโตก็ครบครัน ทั้งแฟชั่นเสื้อผ้าตามฤดูกาล ชุดทำงาน ชุดลำลอง ชุดนอน ชุดชั้นใน เข็มขัด กระเป๋า รองเท้า ถุงเท้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่ผลิตโดยผ้าชนิดพิเศษ HEAT TECH ที่พัฒนาร่วมกับ Toray Industries, Inc. มีคุณสมบัติในการเก็บกักอุณหภูมิของร่างกายไม่ให้รั่วไหลออกไป แถมเนื้อผ้าก็บาง จึงทำให้เสื้อผ้าหน้าหนาวทั้งชั้นนอกและชั้นในขายดิบขายดี ผมเองยังมีเก็บไว้ใช้อยู่หลายตัว เพราะใส่เสื้อผ้าไม่ต้องมากชิ้นแต่ป้องกันความหนาวได้ดีกว่าใส่เสื้อผ้าหนาๆหลายชั้น ประหยัดพื้นที่จัดเก็บในกระเป๋าเดินทางได้อีกเพียบ
ระยะหลังยังมีการแตกไลน์ UT (Uniqlo T-Shirt) ที่เน้นเเสื้อยืดเพียงอย่างเดียว แต่สารพัดลายหลากหลายสี มีให้เลือกเป็นพันๆแบบ ยิ่งขายดิบขายดี โดยมี UT Flagship Store อยู่ที่ฮาราจูกุ แต่ในร้าน UNIQLOทั่วไปก็มีมุมT-Shirt อยู่ด้วยเสมอ ราคาเริ่มต้นก็ประมาณตัวละ 1,500เยน ซื้อมากมีส่วนลดอีก  ผมไปติดใจเสื้อยืดลายการ์ตูนดังและมังหงะอยู่หลายตัว ที่ต้อนเข้าตู้ไปแล้วก็เช่น โจ สิงห์สังเวียน หน้ากากเสือ  Kokal และ Rough ใครที่เป็นแฟนมังหงะพลาดไม่ได้ครับ เพราะบางรุ่นบางลายหมดแล้วหมดกัน
UNIQLO สาขาที่ชิบุยะนี้ต้องบอกกันก่อนว่าร้านไม่ค่อยใหญ่และไม่ใช่ Flagship Store รวมใต้ดินแล้วมีแค่3ชั้นเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่าเข้าไปแล้วกลับออกมามือเปล่าไม่เป็นละกัน