แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช้อปปิ้งโตเกียว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช้อปปิ้งโตเกียว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 32


โตเกียว เทรนด์ดี 32
            จากสี่แยกฮาราจูกุ เดินตามถนนโอโมเทะซันโดขึ้นไปเล็กน้อย จะเจอป้อมตำรวจอยู่ก่อนถึงโอโมเทะซันโดฮิลล์ เดินเข้าซอยข้างป้อมตำรวจไปไม่ไกลก็จะเห็นร้าน marimekko Concept Store แบรนด์ดังดีไซน์เด่นสัญชาติฟินแลนด์ ตั้งอยู่ในส่วนที่เงียบสงบท่ามกลางความพลุกพล่านของถนนโอโมเทะซันโด รอให้แฟนตัวจริงมาเยี่ยมเยียน โดยไม่ต้องไปแก่งแย่งกับใครๆ
                ใครที่เป็นแฟนของ marimekko คงรู้จักชื่อเสียงของเค้าดี โดยเฉพาะคอลเลคชั่นคลาสสิคของผ้าพิมพ์ลายทาง ขาวสลับแดง และขาวสลับน้ำเงิน และลายอื่นๆที่ออกแบบได้ถูกใจคุณสุภาพสตรีซะเหลือเกิน แต่สำหรับท่านที่ไม่ใช่แฟนตัวแม่ ผมคงต้องขอแนะนำให้ลองแวะเข้าไปดูให้ได้ ยิ่งช่วงนี้ใกล้คริสต์มาสและปีใหม่ ใครที่กำลังมองหาของขวัญให้เพื่อนหรือให้ผู้ใหญ่ ไปที่ร้าน marimekkoไม่เป็นที่ผิดหวังแน่นอนครับ ที่นี่เค้าเน้นสินค้าที่ผลิตจากผ้าพิมพ์ลายซึ่งเป็นจุดเด่นของเค้า ลวดลายต่างๆที่เค้าออกแบบมาในแต่ละปีล้วนแล้วแต่ได้รับการยกย่องและเป็นที่นิยม ด้วยการออกแบบและควบคุมการผลิตที่จะผลิตในประเทศฟินแลนด์เท่านั้น จึงทำให้สินค้าของ marimekko เป็นสินค้าที่ดูดีมีชาติตระกูล ยิ่งได้คุณแจคเกอรีน เคเนดี้มาสอยไปทีเดียว8ชุด ก็เลยยิ่งดังข้ามทวีปกันเลยทีเดียว
marimekko ก่อตั้งโดยสองสามีภรรยา Armi และ Viljo Ratia ในปี1949 โดยเริ่มดำเนินธุรกิจจากผ้าผืน ที่เสนอการผสมผสานของการออกแบบและการพิมพ์ลายบนผืนผ้าที่มีคุณภาพในนามบริษัทPrintex แต่ด้วยคนสมัยโน้นยังไม่รู้ว่าจะเอาผ้าสวยคุณภาพดีไปทำอะไร เพราะเพิ่งผ่านสงครามโลกครั้งที่2มาหมาดๆ เศรษฐกิจยุโรปก็ยังย่ำแย่อยู่  สองสามีภรรยาจึงต้องลองเอาผ้าของตัวเองไปตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าแฟชั่นโดยการออกแบบของดีไซน์เนอร์ชื่อดังของยุคนั้น คุณ Ritta Immonen และใช้แบรนด์marimekkoโปรโมท ด้วยการจัดเดินแฟชั่นโชว์ในภัตตาคารหรูจนเป็นที่ฮือฮา และก้าวเข้าสู่ ความเป็นที่นิยมจนต้องขยายไลน์สินค้าออกไป แต่ด้วยความเป็นศิลปินมากกว่าเป็นนักการตลาด marimekkoก็ประสบกับปัญหาด้านการเงินจนต้องโดนซื้อกิจการไปในปี1991 แต่ก็เพราะความเป็นบริษัทที่ขายดีไซน์บรรเจิดมาโดยตลอดประกอบกับได้ผู้บริหารมือดีจากบริษัทWorkidea คุณKirsti Paakkanen เข้ามาปรับปรุงและนำแผนธุรกิจสมัยใหม่มาใช้ เลยสามารถปรับตัวและยังคงความเป็นผู้เล่นแถวหน้าที่นำกระแสดีไซน์ใหม่ๆส่งมอบให้กับวงการอยู่เสมอ จนสามารถนำพาธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของฟินแลนด์ไนปี1999 และขยับขยายกิจการออกไปถึง40ประเทศทั่วโลก
                สินค้าของmarimekko จะจำกัดอยู่เพียง3กลุ่มธุรกิจเท่านั้นคือ กลุ่มเสื้อผ้า(Clothing) กลุ่มสินค้าตกแต่งภายใน(Interior Decoration) และกระเป๋า(Bags) โดยสินค้าทั้ง3กลุ่มใช้วัตถุดิบเหมือนกันก็คือผ้าพิมพ์ลาย เพราะผ้าพิมพ์ลายถือเป็นหัวใจของ marimekkoมาโดยตลอด กว่า60ปีที่เปิดดำเนินธุรกิจมาmarimekko รับดีไซน์เนอร์มือดีมาเสริมทีมออกแบบอยู่ตลอดเวลา พิถีพิถันกับการเลือกใช้ผ้าที่ผลิตจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นผ้าฝ้าย ผ้าลินินหรือผ้าขนสัตว์ และไม่เคยหยุดพัฒนาเทคนิคการพิมพ์ลายบนผืนผ้าให้คมชัด มีสีสันสดใสคงทน เป็นมิตรกับผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม จนสามารถยืนอยู่บนแถวหน้าของธุรกิจออกแบบลายผ้าและจำหน่ายสินค้าที่ผลิตจากผ้าพิมพ์ลายแบรนด์หนึ่งของโลกเลยทีเดียว สินค้ากลุ่มเสื้อผ้าจะเน้นที่เสื้อผ้าของคุณสุภาพสตรีมากหน่อย แต่ของคุณผู้ชายและเด็กก็มี รวมทั้งเสื้อยือลายขวาง สีขาวแดงและขาวน้ำเงินซึ่งเป็นลายคลาสสิคของแบรนด์นี้ (เหมือนกับPaul Smith ถ้าเป็นลายคลาสสิคก็ต้องลายMulti Strips) แต่ถ้าเป็นกระเป๋าก็จะมีให้เลือกตั้งแต่กระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่เครื่องสำอาง ไปจนถึงซองใส่โทรศัพท์มือถือ แต่กลุ่มสินค้าที่ผมคิดว่าน่าซื้อเป็นของฝากเพื่อนหรือผู้ใหญ่มากที่สุดก็คือสินค้าตกแต่งภายใน
                สินค้าตกแต่งภายใน จะเน้นไปที่เครื่องใช้ไม้สอยที่เป็นผ้าสำหรับส่วนต่างๆในบ้านโดยเน้นหนักไปที่ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว และ ห้องเด็ก เช่นผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น อะไรที่พอจะนึกออกว่าควรมีในห้องเหล่านี้แล้วทำจากผ้า marimekkoเค้าเตรียมไว้ให้ท่านหมด และโดยเฉพาะเครื่องนอนของเค้ายังได้ใบรับรองว่าปราศจากสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกด้วย นอกจากผ้าแล้ว ผลิตภัณฑ์อื่นๆที่นำลายไปเป็นองค์ประกอบก็มีด้วยไม่ว่าจะเป็น จาน ชาม ถ้วย  ฯลฯ หรือของกระจุกกระจิก จำพวกแผ่นรองเม้าส์ สมุด กระดาษเขียนจดหมาย พวงกุญแจ ก็เหมาะที่จะซื้อเป็นของฝากเหมือนกัน ถ้ากำลังคุณมองหา ของดีมีดีไซน์เด่นวัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  แวบเข้าร้านนี้มีของติดมือออกมาแน่นอนครับ
                ยังมีเมล์มาถามเรื่องอยากติดตามอ่านคอลัมน์ที่เคยลงไปแล้วทั้ง2ซี่รี่ย์คือ เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น ที่เน้นเรื่องประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างย่อ และถ้าไปก็จะได้เห็น ซึ่งแนะนำสถานที่เที่ยวยอดนิยม สามารถตามอ่านได้แล้วครับที่ http://www.j-plan.co.th/webboard/

วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 28


โตเกียว เทรนด์ดี 28
          จากสี่แยกฮาราจูกุขึ้นไป ผมขอเรียกว่าย่านโอโมเทะซันโดตามชื่อถนนก็แล้วกัน เพราะบางครั้งลูกค้าอยากไปฮาราจูกุ เพื่อจะไปซื้อสินค้าแบรนด์เนม แต่หลายคนดันพาไปถนนทาเคชิตะ ตรงหน้าสถานีรถไฟJR Haraku ก็เลยเจอแต่ของวัยรุ่นแถมยังเป็นวัยแรกรุ่นเสียอีก  กว่าจะเดินไปเจอแบรนด์โปรดก็หมดเวลาที่ให้ไว้เสียแล้ว วันหน้าวันหลังถ้าอยากจะไปเดินย่านสินค้าแบรนด์เนม ก็ให้ตรงดิ่งไปที่ถนนโอโมเทะซันโดเลย รับรองว่าได้ซื้อกันหนำใจหิ้วกันไม่หวาดไม่ไหวแน่นอนครับ
                อย่างที่เคยเขียนไว้แล้วว่าถนนโอโมเทะซันโดนั้น ตัดผ่ากลางตำบล Jingu Mae ออกเป็นตอนบนและตอนล่าง มีถนนเมจิที่วิ่งขึ้นมาจากย่านชิบุยะตัดขวาง ทำให้เกิดสี่แยกฮาราจูกุขึ้น โดยมีตึกLaforet และตึกGap โดดเด่นเป็นศรีของสี่แยก และถ้าคุณยืนหันหน้าเข้าหาตึกGapและหันหลังให้กับตึกLaforet ถนนที่วิ่งขนานตัวคุณอยู่ก็คือถนนโอโมเทะซันโดนั่นเอง
                ถนนโอโมเทะซันโดนั้น มีกูรูหลายท่านให้นิยามว่า เสมือนเป็นถนนชองป์เซลิเซ่ แห่งมหานครปารีส ซึ่งถ้ามองเผินๆก็พอจะมีส่วนคล้ายกันอยู่บ้างตรงที่ เป็นถนนที่มีบาทวิถีกว้าง ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่2ข้างทาง มีร้านรวงเรียงรายอยู่ตลอด แถมเป็นแบรนด์ดังเริ่ดหรูอีกด้วย แต่สำหรับผม ชองป์เซลิเซ่คือชองป์เซลิเซ่ไม่มีใครไปเปรียบเทียบได้ และโอโมเทะซันโดก็ไม่มีใครมาเทียบได้เช่นกัน เรียกว่าต่างมีดีและมีส่วนภายนอกที่คล้ายกัน แต่หากเดินให้ลึกซึ้งแล้ว คนละเรื่องคนละอารมณ์กันเลยครับ
                ถนนโอโมเทะซันโดจากสี่แยกฮาราจูกุลงไปจะวิ่งยาวไปชนกับถนนอาโอยามะ (Aoyama Dori)
ตลอด2ข้างทางอุดมไปด้วยตึกสวยร้านเด่นแบรนด์ดังแทบทั้งสิ้น ใครไม่ชอบช้อปแค่เดินเล่นดูตึกดูคนก็เพลินตาดี ยิ่งเป็นขาช้อปด้วยแล้วหากมีเวลาน้อยกว่า2ชั่วโมง อย่าไปให้โกรธตัวเองเลย แค่เดินจากสี่แยกไปจนชนถนนอาโอยามะแล้วเดินย้อนกลับมาทางอีกฝั่งนึงก็ต้องมีครึ่งชั่วโมงแล้วครับ ยังไม่นับเข้าร้านโน้นออกร้านนี้โดยไม่ต้องเลือกไม่ต้องซื้อก็หมด2ชั่วโมงแล้ว ถ้ารวมซื้อของชอบที่ตั้งใจไว้แล้วด้วยก็ควรมีซัก3ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย แต่คำแนะนำส่วนตัวของผมคือ4ชั่วโมงครับ เพราะนอกจากร้านค้าแบรนด์ดังแล้วร้านอาหารดีๆร้านขนมอร่อยๆบนถนนเส้นนี้มีให้คุณได้ลองลิ้มชิมรสกันอีกมากร้าน นี่ยังไม่นับรวมถนนมิยูกิที่อยู่เลยไปอีก ถ้ารวมแถบโน้นไปด้วย ก็ต้องใช้เวลาทั้งวันล่ะครับถึงจะทั่ว แต่ถ้าคุณแค่อยากเดินเล่นหรือแค่อยากจะเห็น ใช้เวลาซักชั่วโมงก็คงพอครับ
                แบรนด์หรูที่ตั้งอยู่บนถนนโอโมเทะซันโดนั้น มีทั้งแบรนด์ข้ามชาติและแบรนด์ท้องถิ่นที่ชาวโลกรู้จักกันดี ไล่กันตั้งแต่ฝั่งซ้ายไปก็มี Samantha Kingz, Ralph Lauren,  Morgan, Sisley, Marina Rinaldi, Celine, Donna Karan, Fendi และ Loewe เป็นแบรนด์สุดท้ายเกือบปลายถนน แต่ถ้าเริ่มจากฝั่งขวาก็ Camper, Ninewest, Agnes B, Dior, Bruno Magli, Burberry, Paul Stuart, Louis Vuitton, Emporio Armani, Max&Co, Tods, Shu Uemura, Hanae Mori และ Gucci ที่อยู่เยื้องๆกับLoewe ปิดท้ายที่ปลายถนนเช่นกัน นี่เฉพาะที่มีร้านและหน้าร้านให้เห็นกันชัดๆบนถนนใหญ่นะครับ ยังมีที่อยู่ในซอยและบนตึกอีกเยอะแยะ เช่น Anna Sui ใกล้ปากซอยCat Street, Marimekkoในซอยหลังร้าน Ralph Lauren และอีกสารพัดแบรนด์บนตึกโอโมเทะซันโดฮิลล์ อาทิ Bottega Veneta, Dolce&Gabbana, Jimmy Choo, Yves Saint Laurent และCHANELกับBVLGARI บนตึกGYREเป็นต้น
                พูดถึงตึกOmotesando HillsและตึกGYREแล้วก็ต้องขอบอกว่า ท่านที่เป็นสถาปนิก มัณฑนากรหรือดีไซเนอร์ ไม่ควรพลาดการมาเดินบนถนนโอโมเทะซันโดเป็นอย่างยิ่ง เพราะทั้ง2ตึกที่ว่าและอีกหลายๆตึกตลอดถนน ทั้งบนถนนใหญ่และในตรอกซอกซอยนั้นควรค่าที่จะเสียเวลาไปชมเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้สถาปนิกระดับเทพหรือบริษัทระดับโลกมาออกแบบจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วญี่ปุ่นและทั่วโลก ซึ่งหาชมได้ยากเหลือเกินในบ้านเรา ถือว่าเป็นของแถมในการมาเดินย่านนี้ก็ได้ หรือจะถือเป็นภาระกิจหลักก็ไม่ผิดอันใดหากคุณจะมาถนนนี้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
                Omotesando Hills เป็นผลงานการออกแบบของสถาปนิกระดับเทพของญี่ปุ่น คุณทะดาโอะ อันโดะ(Tadao Ando) ที่ผู้คนในวงการทั้งบ้านเราบ้านเขาต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี งานของคุณอันโดมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยคอนกรีตเปลือยผสมผสานกับวัสดุอื่นๆและกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม คุณอันโดะเริ่มงานออกแบบมาตั้งแต่ปี1973  มาเริ่มดังเอาตอนออกแบบบ้านคอนกรีตเปลือยเรียบง่ายแต่โดนเต็มๆชื่อ Azuma House ในเมืองSumiyoshi จังหวัดโอซาก้าในปี1976 จนได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกญี่ปุ่น จากนั้นมาคุณอันโดะก็สั่งสมผลงานและชื่อเสียงจนได้รับรางวัลสูงสุดสำหรับสถาปนิกคือรางวัลPritzker Architecture Price ในปี1995 นับเป็นคนญี่ปุ่นคนที่3(และก็เป็นคนเอเชียเพียงชาติเดียว)ที่ได้รับรางวัลนี้ต่อจากคุณเคนโซ ทังเกะ (Kenzo Tange) ในปี1987 และคุณฟูมิฮิโกะ มากิ (Fumihiko Maki)ในปี1973
          และผลงานชิ้นล่าสุดของคุณอันโดะที่จะสะท้านโลกอีกครั้งในเร็ววันนี้ก็คือ หอโตเกียวแห่งใหม่ (New Tokyo Tower) ที่มีกำหนดเสร็จในปลายปี2011 และจะเปิดใช้งานในช่วงใบไม้ผลิของปี2012 โดยมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Tokyo Sky Tree เสร็จเมื่อไหร่ได้เอามาเล่าให้ฟังแน่นอนครับ
               

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 27


โตเกียว เทรนด์ดี 27
          จากปากซอย Harajuku Street เดินตามถนนเมจิขึ้นไปอีกนิด คุณจะได้เจอกับอาณาจักรย่อมๆของ BEAMS 1ในสุดยอด Select Shopของญี่ปุ่น และก็เป็น 1ในร้านยอดนิยมของผมด้วย ทุกครั้งที่ได้ไปญี่ปุ่นเป็นต้องหาโอกาสแวะเวียนไปและเสียเงินเกือบจะทุกครั้งเหมือนกัน
                อาณาจักรของ BEAMS เริ่มต้นขึ้นในปี 1976 โดยคุณโย ชิตะฮาระ (Yo Shitahara) ด้วยวิสัยทัศน์ที่เห็นว่าเรื่องของแฟชั่นไม่ใช่เพียงแค่เสื้อผ้าที่สวมใส่เท่านั้น แต่หมายถึงทุกสิ่งในชีวิตประจำวันของคนทุกคน BEAMS จึงคัดเลือกและนำเสนอ สินค้าที่ดีมีคุณภาพและนำกระแสอยู่เสมอ โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก ผมเองก็เป็นหนึ่งในลูกค้าที่บ้าและพึงพอใจสินค้าของแบรนด์นี้เอามาก โดยเฉพาะเสื้อยืดครับ
 เสื้อยืดของBEAMSจะใช้แบรนด์ว่า BEAMS  T ซึ่งมีลวดลายหลากหลายให้เลือก แต่ที่โดนใจคนชอบการ์ตูนอย่างผมที่สุดก็คือรุ่น Mangart (Manga+Art) ที่มีลายการ์ตูนดังมากมายอาทิ Vagabong, Cobra, Jojo  โดยมีจุดเด่นอยู่ตรงการพิมพ์ลาย การวางตำแหน่งของลวดลายบนเสื้อที่ไม่ได้วางกลางเพียงตำแหน่งเดียว และที่สำคัญคือเนื้อผ้าของBEAMS T จะดีกว่าของแบรนด์อื่นๆรวมทั้งUT (Uniqlo T-shirt) อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะเนื้อผ้าที่บางเบาแต่ไม่ย้วย แถมรูปทรงก็กระชับและดูเป็นวัยรุ่นมากกว่า เหมาะกับการสวมใส่ในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็แน่นอนที่ราคาย่อมสูงกว่า ตกราคาตัวนึงก็ประมาณ5,000เยนขึ้นไปในขณะที่ UT ราคาเริ่มต้นเพียงแค่ตัวละ1,500เยนเท่านั้น เหมาะสำหรับคนชอบคุณภาพและความต่าง เพราะเท่าที่ผมสังเกตุ เวลาใส่เสื้อBEAMSแล้วไม่เคยชนกับใครในเมืองไทยเลยครับ อาจเป็นเพราะคนไทยยังนิยมยี่ห้อที่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมอย่างยิ่งยวดเช่น เสื้อยืดพิมพ์ลายหัวใจรุ่นPLAY ของ Comme de Garcons ที่เห็นกันดาษดื่น ใส่ไปเดินสยามเมื่อไหร่เป็นต้องชนกันแทบจะทุกครั้ง
                สินค้าหลากหลายแบรนด์ที่ผ่านการคัดเลือกของBEAMS ถูกส่งสู่ตลาดตามบุคคลิกของสินค้าและลูกค้า โดยBEAMSได้แบ่งตลาดใหญ่ๆออกเป็น ตลาดสินค้าแฟชั่นสำหรับคุณสุภาพบุรุษ คุณสุภาพสตรี เด็ก และบริการเสริมอื่นๆเช่น รับตัดเสื้อ เช่าชุด ซักรีด ออกแบบงานแต่ง ร้านซีดี ร้านกาแฟ เรีบกว่าครอบคลุมวิถีชีวิตของคุณๆได้เกือบครบถ้วนตามคอนเซปของเค้าจริงๆ
          สำหรับที่ฮาราจูกุนี้ มีร้านBEAMS ให้คุณเลือกช้อปถึงได้ถึง7ร้านแยกออกเป็นแบรนด์ย่อยๆถึง11แบรนด์โดยมี Flagship Storeแห่งแรกของค่าย คือBEAMS Harajuku เป็นแม่ทัพใหญ่  ครอบคลุมสินค้าแฟชั่นวัยรุ่นชายตั้งแต่หัวจรดเท้า ใครที่ตามหากางเกงยีนส์ฟิตปั๋งที่มีโลโก้หัวกะโหลกยิ้ม CHEAP MONDAY จากสวีเดน คงได้สมใจที่นี่  FRED PERRYแบรนด์ผู้ดีจากสหราชอาณาจักรที่ใส่แล้วดูเนี้ยบกว่าแบรนด์ไหนๆก็มีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีเสื้อยืดสวยๆในคอนเซปท์ Art for Everyday ให้คุณเลือกสวมใส่ได้ทุกวันได้ที่ BEAMS T เพียงแค่เดินเข้าร้านก็ตื่นเต้นแล้วครับ โดยเฉพาะราวแขวนเสื้อที่เคลื่อนวนโชว์เสื้อยืดลายเด่นยั่วน้ำลายมองเห็นแต่ไกล นอกจากเสื้อยืดรุ่นMangartแล้ว ใครที่ชอบลายออกหวานนิดๆอย่าลืมมองหาเสื้อยืดพิมพ์ลายของ Kim Songhe มาลองใส่ดู รับรองว่าต้องติดใจ ส่วนคุณผู้หญิงก็ต้องเข้าไป Ray BEAMS ที่คัดเลือกแบรนด์ทั่วโลกมาให้สาวๆได้ช้อปกันถึงกว่า150แบรนด์ในที่เดียว จำนวนชิ้นอาจไม่มากนัก ดังนั้นหากเห็นชิ้นไหนที่ถูกใจกรุณาหยิบไว้ก่อน ถ้าไม่อยากผิดหวังเหมือนที่ผมเคยลังเลและพลาดให้กับสาวน้อยที่แอบปาดหน้าเค้กไปเพียงเสี้ยววินาที สำหรับหนุ่มน้อยที่ชอบเสื้อผ้าแนวทหารหรือแนวกีฬาก็ต้อง BEAMS BOY ที่จะฉีกออกไปในสไตล์อเมริกัน และถ้าจะเน้นแต่พวกเสื้อทีมกีฬา ร้านUniform Circus BEAMSมีให้แฟนๆได้เลือกกันจนหนำใจ  แต่ถ้าไม่ชอบอะไรที่หวือหวาหรือนำเทรนด์จนเกินตัวก็ขอเรียนเชิญที่BEAMS F เหมาะสำหรับรุ่นโตขึ้นมาอีกหน่อยแต่อยากใช้ของวัยรุ่นอะไรประมาณนั้น และถ้าต้องการสินค้าที่หรูหรากว่าก็ต้องร้านVermeerist BEAMS หรือถ้าชอบแบบลำลองสบายๆก็ไปที่ BEAMS PLUS  ถ้าอยากได้แผ่นเสียงดีๆแผ่นซีดีโดนๆก็ที่ BEAMS Records และถ้าอยากดูของดีมีดีไซน์ที่ไม่ใช่เสื้อผ้า เค้าก็มีTokyo Cultuart by BEAMS ไว้สนองความต้องการ ไปฮาราจูกุย่านเดียวได้ของBEAMSเกือบครบ สมกับคอนเซปที่ว่า แฟชั่นเป็นทุกสิ่งในชีวิตจริงๆครับ

วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 26


โตเกียว เทรนด์ดี 26
          พื้นที่ด้านในของ Jingu-mae บล็อก 3-4 นี้เรียกว่า Ura-Harajuku แปลว่า ด้านหลังของฮาราจูกุ ซึ่งโดยปกติด้านหลังของที่ไหนๆก็มักจะดูเงียบๆไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ไม่ใช่ที่ฮาราจูกุครับ เพราะด้านหลังของฮาราจูกุนี้อุดมไปด้วยร้านเล็กร้านน้อย ที่เน้นหนักไปทางแฟชั่นบนกระแสแต่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่นเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ถ้าเป็นแบรนด์ที่คุ้นชื่อ ร้านเค้าก็จะเลือกแบบเลือกสีที่ดูดีมาให้แล้ว เหมาะกับวัยรุ่นตอนปลายประมาณเด็กมหาวิทยาลัยขึ้นไป เดินเล่นแถวนี้ไป ก็ดูคล้ายกับเดินเล่นแถวๆสยามอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ไม่มีรถราหนาแน่น ไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ไม่มีธนาคารกับร้านกาแฟ ไม่มีโรงภาพยนต์ และไม่มีรถเข็นขายลูกชิ้นปิ้งหมูทอด เท่านั้นเอง
                จะเข้าไปใน Ura-Harajuku ก็ควรเริ่มต้นจากร้านGap ตรงสี่แยกฮาราจูกุนั่นแหละครับ ถ้าหันหน้าเข้าหาร้านGap และหันหลังให้ตึก Laforet จะเลือกเดินไปทางซ้ายหรือทางขวาก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเลือกเดินไปทางซ้ายตามถนนเมจิ (Meiji Dori)ขึ้นไปก็จะง่ายหน่อย เพราะคุณทำความคุ้นเคยกับร้านฝั่งตรงข้ามอย่าง H&M และ Forever 21ไปหมาดๆ คงไม่วอกแวกให้เสียความตั้งใจไปได้ง่ายกว่าที่จะเดินไปทางขวา เมื่อเดินจากร้านGap ไปทางซ้ายหน่อยเดียวคงต้องแวะเสียเวลาสักนิดกับร้าน Hanjiro บนตึกYM Square Harajuku เอาใจคนชอบแฟชั่นแนววินเทจบ้าง นอกจากเสื้อผ้าแนววินเทจในราคาที่เป็นมิตรกับผู้ซื้อและเสื้อผ้ามือสองราคาถูกใจวัยรุ่นแล้ว การจัดร้านของที่นี่ก็เก๋ไก๋ถูกใจไปด้วยโดยเฉพาะเพดานเปลือยให้เห็นโครงสร้างและแนวท่อทาสีขาวห้อยโคมระย้าอยู่ทั่วไป ราวแขวนเสื้อทำจากไม้อัดแน่นเรียงรายไปด้วยเสื้อผ้าอินเทรนด์ ผนังสีอ่อนแขวนกรอบรูปและกระจกเงาที่เข้ากันดีกับบรรยากาศของร้าน ทำให้Hanjiroกลายเป็นขวัญใจของวัยรุ่นแนววินเทจไปในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่ปี และขยายสาขาออกไปทั่วญี่ปุ่นถึง19แห่ง
                พูดถึงตึก YM Square Harajuku แล้วก็ต้องบอกให้ทราบกันไว้ว่าตึกนี้เป็นของบริษัท Yoku Mokuครับ ชื่อคุ้นๆแบบนี้ใช่แล้วครับ ก็ขนมอบม้วนเป็นแท่งรูปทรงเหมือนซิการ์ที่หลายท่านรู้จักกันดีในยี่ห้อYoku Mokuนั่นแหละครับ ขนมซิการ์นี้เป็นหนึ่งในขนมอร่อยมากของญี่ปุ่นที่ขึ้นชั้นติดอันดับและมีวางจำหน่ายอยู่ตามชั้นใต้ดินของห้างสรรพสินค้าดังๆแทบทุกห้าง รวมถึงที่ร้านขายของฝากตามสนามบินแทบทุกแห่งของญี่ปุ่นด้วย ระยะหลังเริ่มหันมาเอาดีด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดูบ้างโดยจับมือกับบริษัทTakenakaหนึ่งในเจ้าพ่อวงการก่อสร้างของญี่ปุ่น  และก็ไปได้สวย เพราะได้พื้นที่ทำเลทองซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบันแบบนี้ไป ทำให้ตึก YM Square Harajuku เป็นอีกหนึ่งตึกสวยของย่านนี้
 นอกจากHanjiro บนชั้น3และ4แล้ว บนชั้น2ของตึก ยังเป็นที่ตั้งของร้าน Adidas Concept Shop ด้วย ร้านนี้ไม่ใช่ร้านรองเท้าแนวสตรีทแฟชั่น แต่เป็นร้านรองเท้าวิ่งที่มีดีกรีเป็นถึง Running Flagship Store ของ Adidas ทีเดียวเชียว ก็เลยมีดีกว่าที่อื่นๆตรงที่ ที่นี่เค้าใช้ระบบ Footscan มาวิเคราะห์ลักษณะเท้าของลูกค้าเป็นแห่งแรกของญี่ปุ่น ทำให้คุณได้รองเท้าที่เหมาะสมกับลักษณะเท้าและน้ำหนักตัวของคุณมากกว่าที่จะไปซื้อหาตามร้านทั่วไป ยังเหลืออีกร้านที่ชั้นใต้ดิน B1F ร้าน KINJI แนวเดียวกันกับ Hanjiro ถึงการแต่งร้านดูจะด้อยกว่า สินค้าเสื้อผ้ากลับไม่หนีกันเท่าไหร่ แต่ของKINJIเค้าจะเน้นหนักไปทางเสื้อผ้ามือสอง ไหนๆก็มาตึกนี้กันแล้วแวะดูทั้ง2ร้านจะเป็นไรไป ใครชอบเสื้อผ้ามือสองลองไปดูกันครับ
                จากตึกYM Square Harajukuขึ้นไปไม่ไกลจะเจอกับทางเข้าUra-Harajuku ฝั่งถนนเมจิ  สังเกตุดูได้ง่ายมากเพราะตรงหน้าปากซอยจะมีป้ายโลหะรูปโค้งเขียนไว้ว่า Harajuku Street ตรงนี้แหละครับที่ผมรู้สึกเป็นการส่วนตัวว่าคือฮาราจูกุที่แท้จริง ไม่ใช่ถนนทาเคะชิตะ (Takeshita Dori)ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าไปในHarajuku Streetนี้ ก็เหมือนหลุดเข้าไปในอีกโลกครับ เป็นโลกของวัยรุ่นคนละพวกคนละวัยกับในถนนทาเคะชิตะ เดินเข้าไปก็จะเจอซอยเล็กซอยน้อยแยกซ้ายแยกขวาตลอดทาง จำหลักไว้นิดนึงครับ ถ้าเดินแยกขวาเข้าไป ทุกซอยจะออกต้องมาโผล่ที่ถนนโอโมเทะซันโดครับ แต่ถ้าเดินตรงขึ้นไปเรื่อยๆก็จะไปชนกับ Cat Street ส่วนที่2 ที่ข้ามยาวมาจากชิบุยะโน่น และ Cat Street ส่วนนี้ก็มีอารมณ์คล้อยตามฝั่งฮาราจูกุ ที่แตกต่างจากฝั่งชิบุยะไปอยู่บ้าง เหมือนพี่กับน้องที่ชอบของคนละวัยยังไงยังงั้นแหละครับ
               

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 22


โตเกียว เทรนด์ดี22
หลังจากH&M สาขาฮาราจูกุเปิดตัวไปได้เพียงแค่5เดือน แบรนด์น้องใหม่ไฟแรงจากสหรัฐอเมริกา Forever 21 ก็ตามมาติดๆ โดยถือเอาวันแรกของช่วงวันหยุดยาวของคนญี่ปุ่น (Golden-week) วันที่29 เมษายน 2009เป็นฤกษ์ประเดิมชัย แถมยังมาตั้งติดอยู่กับH&M แบบประชิดตัว แย่งชิงลูกค้ากันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันกันเลยทีเดียว โดยมีคอนเซปสินค้าคล้ายกันมากคือ มาเร็วขายเร็วไปเร็ว ในด้านการออกแบบอาจจะดูเป็นรอง แต่เรื่องราคานี่มันช่างเย้ายวนใจสาวญี่ปุ่นเสียจริงๆ ถึงขนาดที่ว่าวันเปิดร้านวันแรกมีคิวยาวจากหน้าร้านไปจนชนสี่แยกฮาราจูกุแล้วเลื้อยไปตามถนนโอโมเทะซันโด ไม่น้อยหน้าH&Mเท่าไหร่นัก
Forever 21 มีต้นกำเนิดอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดยคุณ Do-Won Chang ลูกครึ่งอเมริกันเกาหลีและคุณ Jin Sook ศรีภริยา ในปี1984 โดยใช้ชื่อว่า Fashion 21 เน้นขายเสื้อผ้าตามเทรนด์เกาหลีให้กับคนเกาหลีในเมืองแอลเอ แต่กลับเป็นที่นิยมของบรรดาผู้คนที่ผ่าไปมาแถวนั้นไปด้วย จนทำให้ธุรกิจเติบโตหลายร้อยเปอร์เซนต์ จากร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆริมถนนจนมาสู่ร้านใหญ่ในศูนย์การค้า และเปลี่ยนชื่อเป็น Forever 21 ในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังแตกไลน์ไปอีกหลายแบรนด์อาทิ XXI Forever, Love 21, Twelve by Twelve เป็นต้น ใครที่เคยไปเดินช้อปปิ้งที่Central World ก็คงจะเคยเจอร้าน XXI Forever แต่ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ทั้งบรรยากาศ การจัดร้าน พนักงาน และสินค้า แตกต่างจากที่ฮาราจูกุพอประมาณ ไม่สามารถนำไปเทียบกันได้ และอีกอย่างที่ฮาราจูกุนี่เป็น Forever 21 ไม่ใช่ XXI Forever ไลน์ของสินค้าก็เลยแตกต่างกันครับ
ถัดจากForever 21 ไปไม่ไกล ก็จะถึงถนนเล็กๆที่เคยเกริ่นไว้เมื่อ2ฉบับก่อน คือถนนทาเคะชิตะ (Takeshita Dori) ถนนที่คนไทยแทบจะทุกคน เวลาไปฮาราจูกุจะต้องไป แต่ทางเข้าด้านนี้อาจจะไม่คุ้นตาเพราะภาพที่เราเห็นกันเป็นประจำนั้น เป็นทางเข้าจากฝั่งสถานีรถไฟJR ส่วนทางเข้าฝั่งนี้เป็นทางเข้าจากฝั่งถนนเมจิครับ ถนนทาเคะชิตะเป็นถนนเล็กๆยาวประมาณ350เมตร หรือจะเรียกว่าซอยดูจะเหมาะสมกว่า ผู้คนสามารถช้อปได้ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องรถรา เพราะซอยนี้เค้าไม่มีรถวิ่ง เลยทำให้วัยรุ่นย่านนี้เดินกันขวักไขว่ ยิ่งเป็นบ่ายวันเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะก็ มีแต่เด็กวัยรุ่นเต็มซอย ร้านรวงในซอยนี้ก็สนองความต้องการของวัยรุ่นอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า มีทั้งแบบในกระแสและนอกกระแส หรือสาวกCosplay ก็มีร้านจำเพาะเจาะจงของเค้า แค่เดินดูวัยรุ่นแต่งตัวมาให้ชมก็สนุกแล้ว แต่ที่เห็นแล้วน่าประหลาดใจก็คือ เราจะเห็นคนดำมายืนคอยชักชวนวัยรุ่นให้ไปซื้อเสื้อผ้าแนวแรปหรือฮิปฮอบกันอยู่เป็นระยะๆ  ดูแปลกตาไม่น้อย
สำหรับคนชอบขนม พลาดไม่ได้เด็ดขาดสำหรับ ร้านเครปสวนกุหลาบ เป็นร้านเครป2ร้านอยู่ประมาณกลางซอย ถ้าเข้ามาจากถนนเมจิจะอยู่ฝั่งขวา แต่ถ้ามาจากสถานีJR จะอยู่ฝั่งซ้าย  ร้านนึงสีชมพูชื่อ Angels Heart อีกร้านสีฟ้าชื่อ Marion Crepes เด็กสวนกุหลาบมาเดินแถวนี้เห็นสีชมพูฟ้าเป็นไม่ได้ รู้สึกผูกพันกันทันที  และที่สำคัญลูกค้าทั้ง2ร้านนี้มีแต่สาวน้อยคอยอยู่ในคิวแทบทั้งสิ้น ครั้นจะไม่ต่อคิวกินก็เสียชื่อเด็กสวนฯเป็นแน่ ทั้ง2ร้านเปิดขายกันมานานหลายสิบปี มีให้เลือกสารพัดไส้ ตั้งแต่แบบมาตรฐานจนถึงแบบแฟนซี ความอร่อยไม่ค่อยต่าง แต่บังเอิญใจชอบสีชมพู เพราะอยู่ปากคลองตลาดแล้วย้ายมาสามย่าน จะหาว่าบ้าสถาบันก็ยอมผมชิมมาตั้งแต่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 1985  กลับมาทุกครั้งต้องชิมทุกที คุณภาพคงเส้นคงวา อร่อยลืมอ้วนไปเลย ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนคนขายไปแล้วหลายรุ่นแต่ความประทับใจในรสชาติไม่เคยเปลี่ยนครับ
ออกจากถนนทาเคะชิตะมา จะเจอกับสถานีรถไฟJR Harajuku ถ้าเดินเลียบสถานีไปทางซ้ายก็จะไปชนกับถนนโอโมเทะซันโด ตรงบริเวณนี้จะเป็นสามแยกสำคัญที่สุดของย่านฮาราจูกุเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นทางเข้าไปสู่ศาลเจ้าเมจิ ศาลเจ้าอันดับหนึ่งของโตเกียวครับ และตรงนี้อีกเช่นกันที่ในทุกวันอาทิตย์ของเมื่อหลายปีก่อน เป็นแหล่งชุมนุมวัยรุ่นที่พากันมาแสดงออก ร้องเล่นเต้นรำ กันอย่างเต็มพลัง และมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาชมกิจกรรมของวัยรุ่นนี้กันอย่างเนืองแน่น จนทำให้ฮาราจูกุมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในฐานะย่านวัยรุ่นชั้นนำของกรุงโตเกียว เริ่มต้นความมันกันที่สะพาน Jingu-Bashi ลงไป ตลอดพื้นที่ของถนน จะมีวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆมาจับจองพื้นที่กันตั้งแต่เช้าและเปิดการแสดงในตอนสายๆเรื่อยไป มีทั้งที่อยากเป็นนักร้อง มีทั้งที่ชอบเต้น  ร้านค้าจำพวกแผงลอยก็มาเปิดขายกันอย่างคึกคักทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีครบ  สร้างรายได้สะพัดกันไม่น้อย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันได้ยกเลิกการปิดถนนไปเสียแล้ว เพราะมีผู้ไม่หวังดีถ่ายภาพหลุดของบรรดาวัยรุ่นสาวน้อย ที่บ่อยครั้งสนุกจนลืมสำรวม ไปเผยแพร่ในนิตยสารบ้าง วิดีโอบ้าง ทางการกรุงโตเกียวจึงต้องยกเลิกการปิดถนนไปอย่างเสียดาย คงเหลือพวกใจรักจริงแค่บางส่วน ยังคงปักหลักโชว์กันทุกสัปดาห์ บริเวณด้านในของสวนสาธารณะโยโยหงิ(Yoyogi Park) และตรงแถวสะพานJingu-Bashi ใครมีโอกาสผ่านไปในวันอาทิตย์อย่าลืมแวะไปชม อาจเห็นพวกรุ่นเดียวกับผม เต้นอยู่อย่างไม่อาย ท้าทายสายตาของคุณๆอยู่ก็เป็นได้


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 21


โตเกียว เทรนด์ดี 21
          ก่อนอื่นต้องขออนุญาติแก้ไขข้อมูลของตอนที่19 เรื่องร้านEDWIN นิดนึงครับ เพราะเพิ่งจะกลับมาจากการพาทีมงานไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่โตเกียว พอดีได้มีโอกาสนั่งรถเมล์จากย่านชินจูกุไปยังย่านชิบุยะโดยวิ่งตามถนนเมจิลงไป และตอนที่ผ่านแถวย่านฮาราจูกุ ก็เหลือบไปเห็นว่า ร้านEDWINนั้นได้ย้ายจากฝั่งเดิม มาอยู่ฝั่งเดียวกันกับร้านUTเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นไปเสียแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอแก้ไขข้อมูลเพื่อความถูกต้องครับ
                กลับมาที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 กันต่อ ถัดจากตึกLaforetขึ้นไปอีกหน่อย คุณจะพบกับตึกสูงรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ดูสะอาดตาด้วยกระจกและบางส่วนของผนังสีขาว ตึกนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Ice Cubes Building ซึ่งป็นที่ตั้งของร้าน H&M แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)จากสวีเดน ที่มียอดขายรวมทั้งโลกเป็นอันคับ3 จะเป็นรองก็เพียงแค่ ZARAที่อยู่อันดับ2 และอันดับ1อย่างGAP เท่านั้นเอง
H&Mถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปี1947 โดยขายเฉพาะเสื้อผ้าสุภาพสตรีโดยใช้ชื่อว่า Hennes หรือ Hers ในภาษาอังกฤษนั่นเอง หลังจากนั้นอีก20ปี คุณ Erling Persson เจ้าของHennes ได้เปิดร้าน Mauritz Widforss ในกรุงสต๊อกโฮล์ม สำหรับคุณผู้ชายที่ชื่นชอบการเดินป่าและล่าสัตว์ รวมถึงเสื้อผ้าสุภาพบุรุษด้วย และได้เปลี่ยนชื่อร้านเดิมและร้านใหม่นี้เป็นร้าน Hennes & Mauritz แล้วคงเหลือแต่เพียงตัวย่อ H&Mในท้ายที่สุด ปัจจุบัน H&M มีสาขาทั่วโลกถึงกว่า1,800สาขา ใน34ประเทศ จำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นตามฤดูกาลแบบมาเร็วขายเร็วหมดเร็ว ใครเห็นแล้วถ้าชอบใจขอให้ซื้อทันทีอย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะร้านแนวนี้จะเหมือนกันหมดคือ หมดแล้วหมดเลยอย่าหวังว่าจะผลิตอีกเพราะมีสินค้าของฤดูกาลถัดไปมารอจ่อคิวกันอีกเพียบ
H&Mมาบุกญี่ปุ่นในเดือนกันยายนปี2008 และแน่นอนว่าพื้นที่เป้าหมายของทุกแบรนด์ระดับโลกก็คือ ย่านกินซ่า แหล่งช้อปปิ้งสินค้าชั้นดีมีระดับของกรุงโตเกียว สาขาแรกนี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของH&Mเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันแรกที่เปิดให้บริการมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นมาต่อคิวกันยาวเหยียด จากหน้าร้านที่กินซ่าบล็อก7ยาวไปจนสุดบล็อก8
และในอีก2เดือนถัดมาFlagship Store แห่งที่2 ของญี่ปุ่นที่ย่านฮาราจูกุ ก็เปิดในวันที่8 เดือนพฤศจิกายน ปี2008 ถึงแม้จะเปิดทีหลังแต่ก็ดังกว่าและแรงกว่าตอนเปิดสาขาแรกที่กินซ่า เพราะไปจับไม้จับมือกับดีไซน์เนอร์ระดับตำนานอย่าง Rei Kawakubo แห่ง Comme de Garcons มาออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับการเปิดสาขาชิบุยะให้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้น ตั้งแต่คืนวันอังคารที่4 พฤศจิกายน มีสาวกของ Comme de Garcons มานอนคอยการเปิดร้านตั้งแต่2ทุ่ม และหลังจากนั้นก็แฟนๆก็ทยอยกันมานอนรอและต่อคิวกันอีกเป็นจำนวนนับพัน เพื่อจะเป็นคนแรกๆที่ได้เข้าไปเลือกสินค้าถูกใจและมีจำนวนจำกัดก่อนใครๆ ปรากฏว่าในเช้าวันเสาร์ที่8 พฤศจิกายน มีผู้คนมาต่อคิวเข้าร้านH&M ยาวจากหน้าร้านผ่านตึกLaforetไปถึงสี่แยกฮาราจูกุและหักเลี้ยวไปยังถนนโอโมเทะซันโดโดยมีท้ายแถวอยู่เลยสถานีรถไฟ JR Harajukuขึ้นไปอีก ประมาณการว่ามีคนมารอถึงกว่า2,500คนเลยทีเดียวครับ แต่เท่านี้ยังไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะคนญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องการอดทนเข้าคิวอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นซึ่งเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิก็คงราวๆ10องศา กลับมีฝนตกลงมาทำให้อากาศยิ่งหนาวยะเยียบขึ้นอีก แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ทำให้แฟนตัวจริงย่อท้อแม้แต่น้อย จึงทำให้เราได้เห็นภาพผู้คนใส่เสื้อกันหนาวกางร่มยืนเป็นแถวยาวอย่างมีระเบียบ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของสินค้าชิ้นโปรดก่อนใคร ซึ่งเรื่องแบบนี้คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นแน่
และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา H&Mสาขาชิบุยะก็ได้เปิดให้บริการเป็นแห่งที่3ของกรุงโตเกียว  ถึงจะเปิดมาแล้ว2แห่ง แต่ตอนสายของวันเสาร์นั้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะยังไม่ค่อยมีวัยรุ่นมาเดินกันเท่าไหร่นัก กลับมีวัยรุ่นมาต่อคิวยาวจากเซนเตอร์ไกใจกลางย่านชิบุยะไหลออกมาที่ถนนบุงกะมูระ(Bunkamura Dori) เห็นแบบนี้แล้วดีใจแทนครับ ถึงเศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ประชาชนก็ยังออกมาจับจ่ายใช้สอย ผิดกับบ้านเราที่พอกำลังจะเริ่มไปได้ดี ก็มีอันต้องสะดุดทุกครั้งไป ดูอย่างญี่ปุ่นสิครับ เค้าสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เพราะถ้าประชาชนไม่พอใจเค้าก็ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือครับ
               

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 19


โตเกียว เทรนด์ดี 19
          ถ้าลายเส้นหลากสี(Multi Color)บ่งบอกถึงความเป็นPaul Smith  ลายเส้นดำตัดขวางบนสีเบจใครเห็นก็ต้องทราบว่านี่คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ผู้ดีจากอังกฤษ BURBERRYนั่นเอง แต่จะบุกตลาดญี่ปุ่นทั้งทีต้องมีดีกว่า ก็เลยเข็น BURBERRY BLUE LABEL สำหรับสาวนุ่ม และBURBERRY BLACK LABEL สำหรับหนุ่มมั่น โดยลดดีกรีความเป็นผู้ดีลงแล้วเติมความอ่อนเยาว์เข้าไปแต่ยังไม่ทิ้งความเนี้ยบของการตัดเย็บ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ที่แฟนพันธุ์แท้รุ่นใหญ่ของ BURBERRYต้องหวั่นไหวว่ายังอยากจะอนุรักษ์แบบดั้งเดิมไว้ หรือจะปันใจให้โลดแล่นไปกับเทรนด์ใหม่วัยมัน และที่สำคัญปรากฏการณ์นี้มีให้คุณเห็นเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ ต้องแวะไปที่ร้านBURBERRY BLUE LABELอยู่ติดกับร้าน Paul Smith บนถนนเมจิ และร้าน BURBERRY BLACK LABELที่อยู่ในCat Street ด้านหลังของร้านBLUE LABEL หรือสาขาอื่นๆอีกมากทั่วญี่ปุ่น
จากหน้าร้าน Paul Smithเดินตามถนนเมจิขึ้นไปเเรื่อยๆ ถ้าคุณลองสังเกตุจะพบว่าร้านรวงเริ่มหนาแน่นขึ้น แบรนด์คุ้นตาก็เริ่มเยอะขึ้น เพราะอีกไม่ไกลก็จะถึงเขตแดนของฮาราจูกุตรงถนนโอโมเทะซันโดตัดกับถนนเมจิแล้ว จะแวะเข้าร้านไหนหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและรสนิยมส่วนตัว แต่ที่ไม่ควรผ่านเลยไปก็คือร้านTKของดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่นชื่อดัง Takeo Kikuchi ที่เน้นเสื้อผ้าStreet Casual ออกแนวกบฎเล็กๆ ถึงจะเป็นเสื้อผ้าแบบใส่ง่าย แต่ก็มากด้วยรายละเอียด สมศักดิ์ศรีดีกรีนักออกแบบแฟชั่น โดยเฉพาะคนรักเครื่องแบบ คงถูกใจเสื้อผ้าแนวทหารที่ไล่เรียงตั้งแต่หมวกลงมาถึงบู้ท ส่วนคนชอบเสื้อยืดอย่างผม อดจะคว้าเสื้อยืดลายการ์ตูนจอมโจรลูแปง (Arsene Lupin) ที่หาได้เฉพาะที่ร้านTK มาใส่รำลึกความหลังไม่ได้
สำหรับบรรดาสาวกยีนส์ คงต้องเข้านอกออกร้านบ่อยกว่าใคร เพราะฝั่งตรงข้ามกับร้านTK คุณสาวๆคงจดๆจ้องๆ MISS SIXTYเอาไว้อยู่นานแล้ว ข้ามไปดูซะหน่อยปล่อยให้หนุ่มๆเค้าเพลินอยู่ในร้านTK อีกซักพัก เดี๋ยวค่อยแวะมารับ หรือจะข้ามไปด้วยกันแล้วให้คุณผู้ชายป้วนเปี้ยนกับแบรนด์ENERGIE ที่อยู่ในร้านเดียวกันไปพลางๆก็สมประโยชน์ดี  เสร็จจากนี้เดินขึ้นไปอีกหน่อย  เจ้าของโลโก้สายรุ้งคู่ GAS JEANS รอให้คุณเข้าไปสำรวจตรวจเทรนด์ และโปรดเผื่อใจไว้ซักนิด เพราะหลายคนหลวมตัวตกหลุมรักยีนส์มีระดับกันมานักต่อนักแล้ว ส่วนใครที่เป็นแฟนตัวจริงของยีนส์ระดับตำนานอย่างLevi’s ต้องแวะไปให้ได้ที่ร้าน The Original Levi’s Store ใครกำลังตามหาLevi’sรุ่นหายาก แตกต่างจากรุ่นดาษดื่นที่มีอยู่ในเมืองไทยต้องไปชม และเชื่อขนมกินได้เลยว่า ถ้าพี่รักLevi’sจริง พี่ต้องพาน้องกลับไปไม่ตัวก็สองตัว
 ส่วนท่านที่เบื่อยีนส์ฝรั่ง  EDWIN ยีนส์สัญชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยีนส์ต่างชาติได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ  ตั้งอยู่เลยขึ้นไปใกล้กับสี่แยก อันที่จริงยีนส์ EDWIN นี้หาได้ง่าย มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในOutlet  แต่เฉพาะที่ร้านนี้ มีรุ่นLimited ที่หาไม่ได้ในร้านทั่วไป รอให้คุณสอยมาเท่ได้ไม่ซ้ำเพื่อน แต่ราคาจะโดดจากรุ่นธรรมดาเกือบเท่าตัว  อย่างเช่นรุ่นเบสิค503 ราคาอยู่ที่ 9,450เยน แต่พอเป็นรุ่นฉลอง25ปีTransformer ที่มีกระดุมและป้ายเป็นตราสัญลักษณ์Decepticon นั้น ราคาจะเขยิบไปที่15,750เยน และหากใครที่เป็นสาวกของOnitsuka Tigerแล้วละก็ ต้องตามล่าหายีนส์EDWIN รุ่นสมานฉันท์กับOnitsuka Tiger มาครอบครองให้จงได้ รุ่นนี้มีจุดสังเกตุที่รอยปักสัญลักษณ์รูปเสือยืนบิดอยู่ตรงกระเป๋าเล็กด้านหน้าขวา  ป้ายหนังสีน้ำตาลแดงปั๊มรูปหัวเสือวางคู่กับโลโก้เจ้าภาพทั้งคู่ ที่ด้านหลัง  สกรีนโลโก้เจ้าภาพสีขาวบริเวณขอบเอวด้านใน  พิมพ์สัญลักษณ์รูปเสือกับโลโก้ของOnitsuka Tigerบนซับในกระเป๋าหน้าคนละข้าง  และกระดุมต้องสีแดง มูลค่าอยู่ที่16,800เยน ถ้าไม่มีไว้ในครอบครอง พูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นสาวกตัวจริงครับ
ฝั่งตรงข้ามกับร้านEDWINเป็นร้านที่มิควรพลาดอย่างที่สุดก็คือร้าน UT หรือ Uniqlo T-shirt ที่เคยเขียนถึงไปครั้งนึง สาวกเสื้อยืดห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาด เพราะแค่เลือกลายก็ลานตาแล้ว ร้านนี้เป็นFlagship Store ของUTเลยครับ การจัดร้านแนวมาก เสื้อยืดมีให้เลือกทั้งแบบที่แขวนอยู่บนราวหรือจะเลือกแบบพิเศษบรรจุในกระป๋องพลาสติคใสเหมาะจะให้เป็นของฝากอย่างมีสไตล์ แต่โปรดระมัดระวังเรื่องขนาดให้ดี เพราะเสื้อยืดแต่ละรุ่นแต่ละลาย ที่ป้ายบอกขนาดเดียวกัน แต่ขนาดอาจต่างกันกับอีกลายก็เป็นได้ เพราะผมเคยเจอมาแล้ว ปกติผมจะใส่ไซส์ L แต่บางรุ่นหยิบไซส์ L มาโดยไม่ได้ดูให้ดี ดันเป็นแบบSlim Fitเข้ารูป ใส่ออกมาแล้วเป็นพี่โหน่งสามช่า ฮาไม่ออกเลยครับ

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 18


โตเกียว เทรนด์ดี 18
          จากหน้าร้าน 45rpm เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะเจอทางแยกเข้าซอย ให้เดินข้ามทางแยกนี้ขึ้นไปตามถนนเมจิ ก็จะพบกับร้านPaul Smith แบรนด์เก๋ๆเท่ๆจากเกาะอังกฤษ โดดเด่นด้วยลายเส้นหลากสี (Multi Strips) ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาลุยตลาดญี่ปุ่น จนเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวชาวอาทิตย์อุทัยไปทั่วเกาะ และสามารถลงหลักปักฐานขยายสาขาทั่วญี่ปุ่นไปแล้วถึง200กว่าสาขา และมีแบรนด์ย่อยแยกตามกลุ่มสินค้าอีกเพียบ เช่น PS Paul Smith, Paul Smith JEANS, R.NEWBOLD สำหรับคุณผู้ชาย หรือ Paul Smith BLACK, Pual by Paul Smith (Paul x) สำหรับคุณผู้หญิง เวลาจะเข้าร้านโปรดสังเกตุแบรนด์หรือป้ายหน้าร้านนิดนึงนะครับว่าเป็นของคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิง เพราะหลายท่านพลาดมาเยอะแล้ว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าทุกร้านจะมีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง          
ร้านPaul Smith บนถนนเมจินี้เป็น Flagship Store ใครตามหาสินค้าออกใหม่รุ่นไหน มาที่นี่ไม่ค่อยผิดหวังครับ เพราะนอกจากเสื้อผ้าแล้ว องค์ประกอบความงามความหล่อก็ครบไลน์ ทั้ง รองเท้า กระเป๋า แว่นตา น้ำหอม ไม่เว้นแม้กระทั่งชั้นใน เรียกว่าถ้าเป็นสาวกแล้วละก็ ใส่Paul Smithครบทุกชิ้น ออกจากบ้านได้ไม่อายใครเลย แต่ร้านนี้เค้ามีแต่สินค้าสำหรับคุณผู้ชายล้วนๆ ส่วนคุณผู้หญิงก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะตอนนี้ Paul Smith เค้ากำลังจะออกCollectionใหม่สำหรับ PROJECT 10 รับรองว่าได้ซื้อกันอย่างหนำใจแน่ แต่ต้องเป็นแฟนกระโปรงสั้นเท่านั้นนะครับ  เพราะProject 10 ครั้งที่2นี้ เค้าออกแบบมาสำหรับสาวขาเรียวโดยเฉพาะ เป็นกระโปรงสั้น(Mini Skirt) พิมพ์ลายแตกต่างกันถึง 64ลาย แต่จำกัดเพียงลายละ10ตัวเท่านั้น ใครถึงก่อนมีสิทธิก่อน แล้วอย่างนี้คุณสาวๆขาสวยจะพลาดได้อย่างไร
                PROJECT 10  เป็นโครงการพิเศษของ Paul Smith ที่จะออกสินค้าที่จำกัดจำนวน(Limited Edition) แต่มีความพิเศษตรงที่สินค้าแต่ละชนิดจะมีลวดลายหลากหลาย แต่ละลวดลายจะจำกัดการผลิตเพียงแค่10ชิ้นเท่านั้น สินค้าแต่ละชิ้นจะมีหมายเลขลำดับ1-10 และจะถูกกำหนดให้วางขายเพียงแค่สาขาเดียวลายเดียวเท่านั้น     PROJECT 10 โครงการแรกเป็นกระเป๋าสะพายสำหรับคุณผู้ชายเรียกว่า PROJECT 10:BAG มีลวดลายทั้งสิ้น138ลาย ทยอยวางจำหน่ายสัปดาห์ละ10ลาย เริ่มตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมเองก็มีโอกาสได้ครอบครองมา1ใบ จากห้างไดมารุ สาขาชินไซบาชิที่โอซาก้า ตอนเห็นครั้งแรกที่เกียวโต ลายมันยังไม่ค่อนโดน แต่พอมาเจอที่โอซาก้านี่ใช่เลยครับ ปิ๊งแต่ไกลเพราะดูยังไงก็Paul Smith แต่เสียดายที่ได้หมายเลข 5 ถ้าไปเร็วกว่านี้อาจได้เลขสวยๆอย่างหมายเลข 1  7 หรือ 8 ก็ได้   โดยเฉพาะหมายเลข 7 นี่คนญี่ปุ่นนิยมกันมากเพราะเป็นลัคกี้นัมเบอร์ของเค้าเลย แต่ถ้าเป็นเลข 4  นี่ไม่ค่อยดีครับ เพราะเลข 4ในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่าชิ บังเอิญไปพ้องเสียงกับคำว่าชิ อีกคำที่แปลว่าตาย กระเป๋าที่มีหมายเลข 4 จึงมักจะเหลือเป็นใบท้ายๆเสมอ
หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากกระเป๋าของคุณผู้ชาย ใบไม้ร่วงปีนี้Paul Smith ก็ได้ฤกษ์เข็นโครงการที่2 มาให้สาวเปรี้ยวได้นุ่งสั้นท้าลมหนาวกัน PROJECT 10:MINI SKIRT กระโปรงสั้นพิมพ์ลายจะเริ่มทยอยวางจำหน่ายวันแรกในวันที่9ตุลาคมนี้ โดยจะมีลวดลายทั้งสิ้น64ลาย ในโตเกียวจะมีเพียงแค่15ลายและวางจำหน่ายในร้าน Pual by Paul Smith (Paul x) 13สาขาเท่านั้น ที่ใกล้ที่สุดก็ที่ห้างเซย์บุสาขาชิบุยะ และPaul Smith SPACE ย่านโอโมเทะซันโด แต่อย่าไปวันพุธนะครับเพราะเป็นวันหยุด หรือที่สาขาไดคันยามะ ซึ่งพิเศษกว่าสาขาที่อื่นตรงที่จะมีลายให้เลือกมากถึง3ลายและที่นี่เค้าปิดวันอังคาร  ส่วนย่านอื่นๆก็ยังมีที่
ห้างอิเซตันสาขาชินจูกุ  ห้างทาคาชิมายะสาขาชินจูกุและสาขาทามะงาว่า  ห้างมิตสุโกชิสาขากินซ่าและสาขา
นิฮอมบาชิ  ห้างฮังคิวสาขายูรัคโจ  ห้างไดมารุสาขามารุโนะอุจิ  ห้างโทบุสาขาอิเคะบุคุโร  ห้างเซย์บุสาขาอิเคะบุคุโระ และห้างแกรนด์ดูโอสาขาทาจิคาวะ แต่จำให้ขึ้นใจ ใครชอบลายไหนต้องไปสาขาที่มีลายนั้น เค้าไม่มีการขายข้ามสาขา
นอกจาก Flagship Store บนถนนเมจิแล้ว ในCat Street ก็ยังมีร้าน Paul Smith JEANS และR.NEWBOLD อีกด้วย ถ้าอยากลองแวะไปดู ก็แค่เดินออกจากร้าน Paul Smith แล้วก็เลี้ยวขวาไปตามถนนเมจิ จะเจอซอยแรก ก็สามารถเชื่อมไปCat Streetได้เลย เดินเข้าซอยนี้ไปนิดนึงแล้วเลี้ยวซ้ายไปหน่อยก็จะเจอทั้ง2ร้านตั้งอยู่เยื้องๆกัน

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 17

โตเกียว เทรนด์ดี 17
                ถนนตรงหน้าห้างBic Camera ก็คือถนนเมจิ (Meiji Dori) สังเกตุง่ายๆคือถ้ายืนอยู่หน้าห้างฯ ถนนที่มีรถวิ่งผ่านด้านคุณหน้านั่นแหละครับใช่เลย แต่ถ้าไม่แน่ใจก็ลองตรวจสอบดูก่อนว่าถนนเส้นนี้วิ่งขนานไปกับทางรถไฟยกระดับหรือเปล่า ถ้าใช่ละก็ไม่ผิดแน่ครับ ถนนเมจินี้เป็นถนนสายสำคัญ เป็นถนนสายหลักเส้นหนึ่งของกรุงโตเกียวเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นถนนที่วิ่งจากฝั่งตะวันตกของกรุงโตเกียว โดยมีจุดเริ่มต้นแถวๆย่านเอบิสึ (Ebisu)วนขึ้นไปทางเหนือแล้วโค้งลงมาทางฝั่งตะวันออกจนสุดที่อ่าวโตเกียวแถบย่านชินคิบะ(Shin-Kiba) หรือจะเรียกว่าเป็นถนนวงแหวนชั้นในสุด คล้ายๆกับถนนรัชดาภิเษกของกรุงเทพฯเราก็ว่าได้
                ถนนเมจินี้วิ่งผ่านย่านสำคัญๆที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันดีอย่าง อิเคะบุคุโระ ชินจูกุ ฮาราจูกุ และชิบุยะ โดยวิ่งขนานไปกับทางรถไฟของเจอาร์สายยามาโนเทะ (JR Yamanote Line)ช่วงจากสถานีเอบิสึไปจนถึงสถานี
อิเคะบุคุโระ และยังมีรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีน้ำตาล Fukutoshin line วิ่งอยู่ข้างใต้อีกด้วย  จากหน้าห้าง Bic Camera ถ้าหันหน้าออกไปทางถนนเมจิ  จะไปฮาราจูกุก็ไปทางซ้าย เดินไปครู่เดียวก็จะผ่านโรงแรมTokyu Inn เลยไปอีกนิดก็จะเจอสวนสาธารณะมิยะชิตะ(Miyashita Park) ส่วนที่1  พอข้ามทางแยกที่มีสัญญานไฟจราจรไปแล้ว  ก็ยังเป็นสวนสาธารณะมิยะชิตะอยู่แต่เป็นส่วนที่2 ซึ่งเป็นสวนที่แปลกดีครับ ความที่ย่านชิบุยะนี้เป็นเนินสลับกับทางราบ สวนฯมิยะชิตะช่วงนี้ก็เลยเป็นสวนฯยกระดับและเอาพื้นที่ด้านล่างใต้สวนฯมาทำเป็นที่จอดรถ ดูสิครับว่าญี่ปุ่นเค้าใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าแค่ไหน ถนนช่วงนี้ร้านรวงยังดูไม่ค่อยน่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่  ถือว่าเดินเบาๆเอาแรงเก็บไว้ก่อน พอใกล้จะสุดสวนฯให้คุณมองไปยังฝั่งตรงข้าม  จะเห็นถนนเล็กๆเส้นนึงแยกออกจากถนนเมจิไป ถนนนี้มีชื่อเต็มๆว่า Kyu Shibuya-River Street ซึ่งถ้าไปถามวัยรุ่นแถวนั้นคงสั่นหัวไม่รู้จักกันเป็นแน่ แต่ถ้าถามว่า Cat Street ละก็ตอบ ไฮ่ ไฮ่ ที่แปลว่าใช่ กันทุกคน
          Cat Street นั้นเริ่มต้นจากถนนเมจิช่วงฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะมิยะชิตะ ส่วนที่2 ลัดเลาะผ่านอาคารบ้านเรือนที่เงียบสงบไปตามแนวคลองเล็กๆที่ปัจจุบันถูกถมจนเหลือแค่ทางระบายน้ำ ไปจนออกที่ถนนโอโมเทะซันโด(Omote Sando) แล้วทะลุข้ามไปฝั่งฮาราจูกุได้ เพราะเคยเป็นส่วนที่เงียบสงบมาก่อนก็เลยทำให้ถนนเล็กๆสายนี้มีเจ้าแมวเหมียวมาพำนักอาศัยและเดินเล่นเพ่นพ่านให้เห็นอยู่เป็นประจำ จนคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นพากันเรียกถนนเล็กๆสายนี้ว่า Cat Street จนติดปากมาถึงทุกวันนี้ และถนนแมวเหมียว หรือ Cat Street นี้เป็นหนึ่งในถนนสายที่ผมชอบมาก เพราะไม่พลุกพล่านเหมาะกับการเดินเล่นดูดน่นนี่นั่นแต่ในความสงบของถนนสายนี้มีสิ่งที่สยบความเคลื่อนไหวได้อย่างชงัด นั่นก็คือร้านขายสินค้าแบรนด์แนมระดับโลก และระดับท้องถิ่นให้คุณช้อปได้ในบรรยากาศเงียบๆสบายๆแต่แฝงไว้ด้วยความมีดี  แตกต่างไปจากความพลุกพล่านของถนนเมจิที่ขนานกันอยู่และห่างออกไปเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตร ทั้งถนนเมจิและCat street ต่างก็มีดีและโดดเด่นกันไปคนละแบบ ถ้าชอบแบบเท่ห์ๆก็ต้องCat Street แต่ถ้าชอบแบบเริ่ดๆก็ถนนเมจิ  แต่ถ้าเป็นขาช้อปตัวจริง ไม่ควรพลาดทั้งสองเส้นครับ
ขอเริ่มพาคุณเดินสำรวจถนนเมจิกันก่อนนะครับ แล้วเราค่อยย้อนกลับมาCat Street อีกที เริ่มต้นจากถนนเมจิ ตรงปากทางเข้าCat Street เดินขึ้นไปนิดเดียวจะเจอสะพานลอยคนข้ามอันแรก ถัดไปอีกนิดก็จะเจอกับร้าน45rpm ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่โดดเด่นด้วยยีนส์สัญชาติญี่ปุ่นแท้ และโด่งดังข้ามโลกไปถึงนิวยอร์คและปารีส แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมักจี่ในสยามประเทศเท่าใดนัก ยิ่งถ้าไม่ได้เป็นแฟชั่นนิสต้าละก็คงไม่เคยได้ยินชื่อนี้เป็นแน่ ใครที่กำลังเบื่อยีนส์ฮอตยี่ห้อฮิตที่ใส่ตามติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง และกำลังมองหาความต่าง ไม่ควรพลาดแวะชมร้าน45rpm เพราะที่นี่เค้าเน้นยีนส์ทรงตรงมาตรฐาน พิถีพิถันกับการเลือกใช้วัตถุดิบ การตัดเย็บที่ปราณีตบรรจง และย้อมสียีนส์สวยเข้มได้ใจ ใส่แล้วสบาบเนื้อสบายตัวไม่แข็งกระด้างเสียดสีผิวนุ่มของคุณสาวๆให้ระคายเคือง นอกจากยีนส์แล้วเสื้อผ้าแนวCasual Wear ก็มีให้เลือกอีกมากแบบ โดยมีsub-brand ให้เลือกอีก4ตัวคือ Badou-R,  umii 908,  R by 45rpm และ 45rpm& ใครชอบแนวไหนไปดูไปเลือกกันเองนะครับ เค้ามีสาขาทั่วญี่ปุ่นถึง50กว่าแห่ง แต่ที่สาขาชิบุยะนี้เค้าเน้นยีนส์มากเป็นพิเศษ