วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 24


โตเกียว เทรนด์ดี 24
            เสร็จจากการเยี่ยมชมศาลเจ้าเมจิแล้ว ผมจะพาคุณไปรู้จักกับราเมนอีกร้านนึงครับ เป็นราเมนน้ำซุปกระดูกหมู(Tonkotsu Ramen) บ่งบอกยี่ห้อว่ามาจากเกาะคิวชูชัดเจน ดูได้จากชื่อร้านคือ Kyushu Jangara Ramen (คิวชู จังการะ ราเมน) ราเมนเจ้านี้โดดเด่นที่ความเข้มของน้ำซุปกระดูกหมูตามตำหรับคิวชู ใครที่ชอบซุปข้นๆหนักๆ ต้องไม่พลาด ยิ่งได้ซดร้อนๆตอนหน้าหนาวด้วยแล้ว ออกจากร้านมาสู้หนาวไปได้อีกหลายชั่วโมง
                เส้นทางไปก็ง่าย  เมื่อออกมาจากศาลเจ้าเมจิแล้วก็เดินเลี้ยวซ้ายผ่านสะพาน Jingu Bashi ไปแล้วก็หักซ้ายนิดนึงก็ข้ามถนนตรงทางม้าลายหน้าสถานีรถไฟ JRฮาราจูกุไปฝั่งตรงข้าม หรือถ้าพลังขายังเต็มเปี่ยมและน้ำเลี้ยงข้อเข่ายังสมบูรณ์จะข้ามสะพานลอยก็ได้ เสร็จแล้วให้เดินไปทางถนนโอโมเทะซันโด เมื่อผ่านแยกไปนิดเดียวก็เจอแล้วครับ ให้สังเกตุทางซ้ายจะเห็นป้ายร้านindio ร้านขายเสื้อผ้าคุณสุภาพสตรีที่อยู่ต่ำกว่าแนวถนนลงไป บนร้านindio ก็คือร้าน Kyushu Jangara Ramenครับ แต่ที่หน้าร้านอาจจะมองหาป้ายภาษาอังกฤษยากสักนิด แต่รับรองว่าไม่มีพลาดเพราะมีป้ายโฆษณาราเมนชามโตให้เห็นเด่นชัด ใครไม่สันทัดการส่งภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ต้องกังวล ที่นี่เค้ามีเมนูภาษาไทยให้อ่านจะได้ไม่พลาดความอร่อย เพราะคุณเจ้าของร้านที่ยังดูวัยรุ่น เค้าให้ความสำคัญกับลูกค้าชาวไทย ไหว้วานให้เพื่อนชาวไทยช่วยแปลเมนูทั้งหมดเป็นภาษาไทย จึงง่ายต่อชาวเราเป็นอย่างยิ่ง เฉพาะเพียงเหตุผลนี้ก็ควรที่เราจะลองไปชิมราเมนของคนที่เค้าเห็นว่าเราสำคัญแล้วล่ะครับ
เมนูฮิตของร้านก็ไม่พ้นราเมนที่ชื่อเดียวกับร้าน Kyushu Jangara นั่นแหละครับ ต้องบอกว่าราเมนชามนี้เค้าใส่เครื่องเต็มที่จริงๆ เครื่องมาตรฐานอย่าง หน่อไม้ สาหร่าย หมูชาชู และไข่ต้มนั้นมากันครบ แต่ที่เพิ่มมาก็คือหมูสามชั้นต้มซีอิ๊วชิ้นโตและไข่ปลาเมนไทโกะที่ออกรสเผ็ดนิดๆ ของยอดฮิตของเกาะคิวชูเค้า ทำให้ราเมนชามนี้เหมาะสำหรับคนนิยมเครื่องเยอะและรสจัดเป็นอย่างยิ่ง แต่อาจไม่ถูกปากหากไม่ชอบความมัน นอกจากบรรดาเครื่องเคราที่ใส่มามากจนทานแทบไม่หมดแล้ว เส้นราเมนของร้านนี้ก็เป็นเส้นราเมนตามคิวชูนิยม คือราเมนเส้นเล็กที่ง่ายกับการทาน โดยเฉพาะการลวกเส้นของบรรดาราเมนจากคิวชูนั้น ถอดแบบเอกลักษณ์จากคิวชูที่มักจะลวกเส้นไม่นาน เนื้อเส้นจึงยังไม่นุ่มจนเกินไปและยังคงความแข็งอยู่บ้าง เพราะหากลวกนานจนเกินพอดี เส้นราเมนที่เล็กอยู่แล้วจะยิ่งนุ่มจนเละและยากต่อการทาน ความที่คนคิวชูนิยมทานราเมนในช่วงเวลาที่จำกัด การลวกเส้นให้สุกเพียงเล็กน้อย จึงสอดคล้องกับวิถีแห่งคนคิวชูเป็นอย่างยิ่ง
                และที่ต้องบอกกันอีกเรื่องสำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของราเมนจากคิวชู ไม่ว่าจะเป็นเจ้าไหนก็ตาม เค้าจะมีบริการพิเศษสำหรับคนที่กินมากเป็นพิเศษ สามารถสั่งเส้นเพิ่มได้ในราคาแค่ 100-150เยน ขึ้นอยูกับแต่ละร้าน และที่สำคัญคือต้องเหลือน้ำซุปในชามอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เค้าถึงจะให้บริการ ถ้าเผลอไผลอดใจไว้ไม่อยู่ ซดน้ำซุปจนหมดถ้วยหรือเหลือติดก้นชามอยู่เพียงน้อยนิด เค้าสามารถปฏิเสธที่จะให้บริการนี้กับคุณได้นะครับ ซึ่งวิธีนี้ค่อนข้างจะละเมียดกว่าการสั่งเพิ่มเส้นตั้งแต่ต้นเหมือนที่หลายๆร้านเค้าทำกัน เพราะร้านแบบนั้นเค้ามักจะมีลูกค้าเป็นคนทำงานหรือนักศึกษาที่ต้องการทานราเมนในปริมาณมากจนอิ่มในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป เวลาที่เค้าลวกเส้นมามากกว่าปกติจึงทำให้สัดส่วนที่มาตรฐานของราเมนชามนั้นเกินความพอดี เพราะปริมาณของเส้นมากเกินไป ทำให้ต้องรีบเร่งทานก่อนที่เส้นมันจะอืด ดังนั้นการสั่งเส้นเพิ่มในภายหลังจึงน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้สัดส่วนของราเมนและน้ำซุปยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับมาตรฐาน ทำให้ท่านได้ตัดสินใจก่อนที่จะทานเส้นราเมนเพิ่มขึ้นโดยไม่ทำให้เสียทรัพยากรไปโดยใช่เหตุ เป็นอีกวิธีที่สามารถลดการสิ้นเปลืองวัตถุดิบและพลังงาน ช่วยลดโลกร้อนได้ตามสมัยนิยม (ที่เวลาหน่วยงานไหน คิดโครงการอะไรใหม่ๆไม่ค่อยจะออก ก็ผลักดันโครงการลดโลกร้อนหรือลดการใช้พลังงานออกมาโดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกและจิตสำนึกกันแบบนั้นจริงๆ ลองไปดูเถอะครับว่า หน่วยงานต่างๆเหล่านั้น ทุกวันนี้ยังเปิดแอร์ เปิดไฟ ใชน้ำและขึ้นลิฟท์ในที่ทำงานกันอย่างปกติหรือเปล่า เพียงแค่เรื่องเหล่านี้ หากยังรณณรงค์กันเองในหน่วยงานไม่ได้  แล้วใครที่ไหนเค้าจะให้ความร่วมมือล่ะครับ)
                วิธีการสั่งราเมนเจ้านี้ก็ต่างจากราเมนเจ้าอื่นๆตรงที่ เมื่อคุณเดินขึ้นไปในร้านแล้ว จะเจอกับเคาน์เตอร์เก็บเงินเล็กๆทางซ้ายมือ ให้สั่งราเมนที่ชอบพร้อมชำระเงินให้เรียบร้อบ แล้วถึงจะไปนั่งรอทาน อันที่จริงก็คล้ายกับการกดเลือกเมนู ตามตู้กดของร้านอาหารแบบจานด่วนทั่วไปของญี่ปุ่นนั่นแหละครับ แต่ที่นี่ยังคงรักษาปฏิสัมพันธ์ระดับพื้นฐานเอาไว้ ยังให้คนได้พูดจากับคนอยู่ จึงดูเหมือนว่าจะเป็นเสน่ห์ของร้านไปโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะคุณป้าที่นั่งเก็บเงินรับออร์เดอร์ เห็นแล้วเหมือนกับตอนที่เดินเข้าไปสั่งอาหารในร้านข้าวแกงแถวบ้านยังไงยังงั้นครับ
                และด้วยขนาดของร้านและความจำกัดของพื้นที่ ส่วนนั่งรับประทานจึงมีแต่เฉพาะที่นั่งที่หันหน้าเข้าส่วนปรุงอาหารที่จัดเป็นแถวเรียงยาว1ชุด และส่วนที่หันหน้าออกมองเห็นถนนโอโมเทะซันโดอีกหนึ่งชุด โดยมีโต๊ะเล็กๆนั่งได้ไม่กี่คนอีก2-3ตัว เวลามีลูกค้ามารอต่อคิวกันมากๆ พื้นที่ว่างในร้านก็จะเต็มไปด้วยลูกค้ายืนเรียงอยู่ด้านหลัง รอชิมราเมนชามโปรดอยู่อย่างเป็นระเบียบ ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนจะเป็นการกดดันให้ต้องเร่งรีบลิ้มรสความอร่อยในแบบของคนญี่ปุ่น ไม่ใช่นั่งละเลียดชิมไปคุยไปเหมือนอย่างในบ้านเรา

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 23


โตเกียว เทรนด์ดี 23
            ในความเข้าใจของคนทั่วไปนั้น ฮาราจูกุ เป็นย่านช้อปปิ้งและศูนย์รวมของวัยรุ่นหลายระดับ แต่ในความสนุกสนานและมีสีสันกลับแฝงไว้ด้วยความสงบของศาลเจ้าเมจิ ที่อยู่ห่างกันไปแค่ไม่กี่ก้าว ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวสองเรื่องที่แตกต่ากัน จะสามารถดำรงอยู่เคียงข้างกันได้โดยไม่ขัดแย้ง
                หากคุณเดินออกจากสถานีรถไฟJRฮาราจูกุทางด้านใต้ ก็จะมาโผล่ตรงทางแยกใกล้กับสะพาน Jingu Bashi ซึ่งเป็นสะพานสั้นๆข้ามทางรถไฟ สุดสะพานอีกด้านก็เป็นทางเข้าศาลเจ้าเมจิ มีคนสัญจรไปมาเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นวันอาทิตย์ คุณจะเห็นถึงความต่างตรงมุมสะพานนั่นแหละครับ วัยรุ่นเค้าจะมาถึงแถวนี้กันตอนสายๆ ตอนมาถึงก็ยังอยู่ในชุดปกติ แต่พอรวมตัวกันได้ ก็จะพากันไปแปลงกายเป็นโน่นนี่นั่น ตามคอนเซ็ปของกลุ่ม สถานที่แปลงกายก็ไม่พ้นห้องน้ำสาธารณะของสถานีรถไฟนั่นแหละครับ เมื่อแต่งตัวเต็มที่กันแล้ว ก็ได้เวลาออกมาแสดงตัว ให้นักท่องเที่ยวได้ยืนชมกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง บนสะพานที่เคยกว้างขวางกลับแคบลงไปจนแทบจะไม่มีที่ให้เดิน ล้นหลามไปจนถึงลานด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเมจิ แต่จากทางเข้าศาลเจ้าลงไปกลับสงบเงียบเหมือนมีเส้นแบ่งไว้โดยไม่มีใครรุกล้ำ เป็นเพื่อนบ้านที่มีมรรยาทต่อกัน ต่างมีสีสันของตนแต่ก็เคารพในกันและกัน นี่แหละครับความมหัศจรรย์อีกอย่างของฮาราจูกุ
                ศาลเจ้าเมจิ เป็นศาลเจ้าหลวงในศาสนาชินโต ที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศและเป็นที่สถิตย์วิญญานขององค์สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ซึ่งเป็นจักรพรรดิที่มีความสำคัญกับประเทศญี่ปุ่นยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง และได้รับความเคารพจากชาวญี่ปุ่นยุคปัจจุบันมากที่สุด สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงขึ้นครองราชเป็นจักรพรรดิองค์ที่122ของญี่ปุ่นในปีคศ.1867 ในขณะที่พระองค์มีพระชนม์มายุได้เพียง15พระชันษา หลังจากที่รัฐบาลทหารของโชกุนตระกูลโตกุกาวะอ่อนกำลังลง และถูกพันธมิตรจากแคว้นสัทสึมะ (Satsuma หรือเกาะคิวชูในปัจจุบัน) และแคว้นโจชู (Choshu หรือจังหวัดยามะกูจิในปัจจุบัน) ได้รวมกำลังกับซามูไรท้องถิ่นและสถาปนากองทัพหลวงของสมเด็จพระจักรพรรดิขึ้น เพื่อต่อต้านการปกครองของระบอบโตกุกาวะ และนำพระราชอำนาจกลับคืนสู่องค์สมเด็จพระจักรพรรดิอีกครั้ง หลังจากที่โดนริดรอนพระราชอำนาจลงโดยโชกุนคนแรกของญี่ปุ่น มินาโมโตะ โยริโตโมะ ตั้งแต่ปีคศ.1192เป็นต้นมา ทำให้ประเทศญี่ปุ่นในยุครัฐบาลทหารที่เรียกว่า บากูฟุ (Bakufu)ปกครองประเทศนั้น มีจักรพรรดิเพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศและประกอบกิจที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเท่านั้น แต่ขาดซึ่งพระราชอำนาจในการปกครองที่แท้จริง
                หลังจากที่ทรงขึ้นครองราชแล้ว ก็ได้ทรงย้ายเมืองหลวงจากเกียวโตมายังเมืองเอโดะและเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว ทรงปรับปรุงประเทศญี่ปุ่นขนานใหญ่ ทรงให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาแผนตะวันตก โดยได้ทรงส่งนักศึกษาหลายพันคนออกไปศึกษาหาความรู้ต่อยังต่างประเทศ และทรงจ้างอาจารย์ชาวต่างชาติมาสอนสรรพความรู้ของโลกตะวันตกให้กับนักศึกษา เป็นการเปิดโลกทัศน์ของญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากที่ถูกปิดประเทศตามนโยบายของรัฐบาลโตกุกาวะมานานกว่า200ปี ความเจริญและความก้าวหน้าจากซีกโลกตะวันตกได้ถาโถมเข้าสู่ญี่ปุ่นอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาตนเองทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ การปกครอง วิทยาศาสตร์ การศึกษาและอุตสาหกรรม จนสามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมจากประเทศที่ล้าหลัง ก้าวสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็วด้วยนโยบาย ประเทศเข้มข้น กองทัพเข้มแข็ง และภายในระยะเวลาเพียงแค่ 30ปี ญี่ปุ่นก็สามารถเข้าสู่ความเป็นมหาอำนาจแห่งเอเชียอย่างเบ็ดเสร็จ จนทำให้บรรดาชาติตะวันตกที่เคยมาเอารัดเอาเปรียบ ต้องพิจารณาและปรับปรุงความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นกันใหม่  จึงทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นรำลึกถึงพระปรีชาของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ มาจนทุกวันนี้
                สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงสวรรคตเมื่อปี 1912 หลังจากนั้นด้วยความสมัครใจของประชาชนกว่า100,000คน ศาลเจ้าเมจิก็ถูกสร้างสำเร็จในปี1921 แต่ก็ถูกทำลายลงด้วยภัยจากสงครามโลกครั้งที่2 จากนั้นไม่นานก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาอีกครั้งในปี1958 และได้รับความสำคัญ ถูกจัดให้เป็นศาลเจ้าชินโตระดับสูงจากรัฐบาล มีประชาชนเข้ามาสักการะกันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในวันที่ 1มกราคมของทุกปี จะมีประชาชนมาขอพรรับปีใหม่มากถึง3,000,000คน แต่จำนวนไม่ใช่อุปสรรคของความเคารพและศรัทธา ทุกคนต่างทยอยเดินฝ่าความหนาวกันมาตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่31ธันวาคม ล้นหลามออกไปจนถึงด้านนอก ทำให้บริเวณที่เคยกว้างขวาง แคบลงถนัดใจแต่ไม่มีใครใจแคบเลยซักคน ทุกคนพากันขว้างเหรียญเข้าไปยังกล่องรับบริจาคเวอร์ชั่นพิเศษที่เพิ่มความกว้างของปากกล่อง แต่ก็ยังมีเหรียญอีกเป็นจำนวนมากที่หลุดออกไปโดนเสาบ้างคานบ้าง เห็นเป็นริ้วรอยแห่งศรัทธาอยู่ทั่วไป
                ลองหาโอกาสไปศาลเจ้าเมจิดูนะครับ  แล้วคุณจะมีความสุขที่ได้จากความสงบ ปล่อยใจให้อ้อยอิ่งไปกับทางเดินโรยกรวดที่กว้างยาวสุดตา เสาโทริอิทำด้วยไม้ขนาดใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้ตลอดสองข้างทาง จะทำให้คุณเหมือนได้กลับคืนสู่ธรรมชาติอีกครั้ง และเมื่อคุณได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าศาลเจ้า คุณจะได้รับรู้ถึงความสุขสงบที่ได้เป็นส่วนหนี่งของธรรมชาติ ที่คุณทำหล่นหายไปในความวุ่นวายของสิ่งรอบตัว ให้เวลากับศาลเจ้าเมจิซักชั่วโมง แล้วคุณจะได้สติกลับมามากเหลือเกิน
               

วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 22


โตเกียว เทรนด์ดี22
หลังจากH&M สาขาฮาราจูกุเปิดตัวไปได้เพียงแค่5เดือน แบรนด์น้องใหม่ไฟแรงจากสหรัฐอเมริกา Forever 21 ก็ตามมาติดๆ โดยถือเอาวันแรกของช่วงวันหยุดยาวของคนญี่ปุ่น (Golden-week) วันที่29 เมษายน 2009เป็นฤกษ์ประเดิมชัย แถมยังมาตั้งติดอยู่กับH&M แบบประชิดตัว แย่งชิงลูกค้ากันแบบตาต่อตาฟันต่อฟันกันเลยทีเดียว โดยมีคอนเซปสินค้าคล้ายกันมากคือ มาเร็วขายเร็วไปเร็ว ในด้านการออกแบบอาจจะดูเป็นรอง แต่เรื่องราคานี่มันช่างเย้ายวนใจสาวญี่ปุ่นเสียจริงๆ ถึงขนาดที่ว่าวันเปิดร้านวันแรกมีคิวยาวจากหน้าร้านไปจนชนสี่แยกฮาราจูกุแล้วเลื้อยไปตามถนนโอโมเทะซันโด ไม่น้อยหน้าH&Mเท่าไหร่นัก
Forever 21 มีต้นกำเนิดอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งโดยคุณ Do-Won Chang ลูกครึ่งอเมริกันเกาหลีและคุณ Jin Sook ศรีภริยา ในปี1984 โดยใช้ชื่อว่า Fashion 21 เน้นขายเสื้อผ้าตามเทรนด์เกาหลีให้กับคนเกาหลีในเมืองแอลเอ แต่กลับเป็นที่นิยมของบรรดาผู้คนที่ผ่าไปมาแถวนั้นไปด้วย จนทำให้ธุรกิจเติบโตหลายร้อยเปอร์เซนต์ จากร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆริมถนนจนมาสู่ร้านใหญ่ในศูนย์การค้า และเปลี่ยนชื่อเป็น Forever 21 ในที่สุด นอกจากนี้แล้วยังแตกไลน์ไปอีกหลายแบรนด์อาทิ XXI Forever, Love 21, Twelve by Twelve เป็นต้น ใครที่เคยไปเดินช้อปปิ้งที่Central World ก็คงจะเคยเจอร้าน XXI Forever แต่ต้องบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ทั้งบรรยากาศ การจัดร้าน พนักงาน และสินค้า แตกต่างจากที่ฮาราจูกุพอประมาณ ไม่สามารถนำไปเทียบกันได้ และอีกอย่างที่ฮาราจูกุนี่เป็น Forever 21 ไม่ใช่ XXI Forever ไลน์ของสินค้าก็เลยแตกต่างกันครับ
ถัดจากForever 21 ไปไม่ไกล ก็จะถึงถนนเล็กๆที่เคยเกริ่นไว้เมื่อ2ฉบับก่อน คือถนนทาเคะชิตะ (Takeshita Dori) ถนนที่คนไทยแทบจะทุกคน เวลาไปฮาราจูกุจะต้องไป แต่ทางเข้าด้านนี้อาจจะไม่คุ้นตาเพราะภาพที่เราเห็นกันเป็นประจำนั้น เป็นทางเข้าจากฝั่งสถานีรถไฟJR ส่วนทางเข้าฝั่งนี้เป็นทางเข้าจากฝั่งถนนเมจิครับ ถนนทาเคะชิตะเป็นถนนเล็กๆยาวประมาณ350เมตร หรือจะเรียกว่าซอยดูจะเหมาะสมกว่า ผู้คนสามารถช้อปได้ไม่ต้องคอยพะวงเรื่องรถรา เพราะซอยนี้เค้าไม่มีรถวิ่ง เลยทำให้วัยรุ่นย่านนี้เดินกันขวักไขว่ ยิ่งเป็นบ่ายวันเสาร์อาทิตย์แล้วล่ะก็ มีแต่เด็กวัยรุ่นเต็มซอย ร้านรวงในซอยนี้ก็สนองความต้องการของวัยรุ่นอย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะสินค้าแฟชั่น ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ รองเท้า มีทั้งแบบในกระแสและนอกกระแส หรือสาวกCosplay ก็มีร้านจำเพาะเจาะจงของเค้า แค่เดินดูวัยรุ่นแต่งตัวมาให้ชมก็สนุกแล้ว แต่ที่เห็นแล้วน่าประหลาดใจก็คือ เราจะเห็นคนดำมายืนคอยชักชวนวัยรุ่นให้ไปซื้อเสื้อผ้าแนวแรปหรือฮิปฮอบกันอยู่เป็นระยะๆ  ดูแปลกตาไม่น้อย
สำหรับคนชอบขนม พลาดไม่ได้เด็ดขาดสำหรับ ร้านเครปสวนกุหลาบ เป็นร้านเครป2ร้านอยู่ประมาณกลางซอย ถ้าเข้ามาจากถนนเมจิจะอยู่ฝั่งขวา แต่ถ้ามาจากสถานีJR จะอยู่ฝั่งซ้าย  ร้านนึงสีชมพูชื่อ Angels Heart อีกร้านสีฟ้าชื่อ Marion Crepes เด็กสวนกุหลาบมาเดินแถวนี้เห็นสีชมพูฟ้าเป็นไม่ได้ รู้สึกผูกพันกันทันที  และที่สำคัญลูกค้าทั้ง2ร้านนี้มีแต่สาวน้อยคอยอยู่ในคิวแทบทั้งสิ้น ครั้นจะไม่ต่อคิวกินก็เสียชื่อเด็กสวนฯเป็นแน่ ทั้ง2ร้านเปิดขายกันมานานหลายสิบปี มีให้เลือกสารพัดไส้ ตั้งแต่แบบมาตรฐานจนถึงแบบแฟนซี ความอร่อยไม่ค่อยต่าง แต่บังเอิญใจชอบสีชมพู เพราะอยู่ปากคลองตลาดแล้วย้ายมาสามย่าน จะหาว่าบ้าสถาบันก็ยอมผมชิมมาตั้งแต่ไปญี่ปุ่นครั้งแรกเมื่อปี 1985  กลับมาทุกครั้งต้องชิมทุกที คุณภาพคงเส้นคงวา อร่อยลืมอ้วนไปเลย ถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนคนขายไปแล้วหลายรุ่นแต่ความประทับใจในรสชาติไม่เคยเปลี่ยนครับ
ออกจากถนนทาเคะชิตะมา จะเจอกับสถานีรถไฟJR Harajuku ถ้าเดินเลียบสถานีไปทางซ้ายก็จะไปชนกับถนนโอโมเทะซันโด ตรงบริเวณนี้จะเป็นสามแยกสำคัญที่สุดของย่านฮาราจูกุเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นทางเข้าไปสู่ศาลเจ้าเมจิ ศาลเจ้าอันดับหนึ่งของโตเกียวครับ และตรงนี้อีกเช่นกันที่ในทุกวันอาทิตย์ของเมื่อหลายปีก่อน เป็นแหล่งชุมนุมวัยรุ่นที่พากันมาแสดงออก ร้องเล่นเต้นรำ กันอย่างเต็มพลัง และมีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมาชมกิจกรรมของวัยรุ่นนี้กันอย่างเนืองแน่น จนทำให้ฮาราจูกุมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ในฐานะย่านวัยรุ่นชั้นนำของกรุงโตเกียว เริ่มต้นความมันกันที่สะพาน Jingu-Bashi ลงไป ตลอดพื้นที่ของถนน จะมีวัยรุ่นเป็นกลุ่มๆมาจับจองพื้นที่กันตั้งแต่เช้าและเปิดการแสดงในตอนสายๆเรื่อยไป มีทั้งที่อยากเป็นนักร้อง มีทั้งที่ชอบเต้น  ร้านค้าจำพวกแผงลอยก็มาเปิดขายกันอย่างคึกคักทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีครบ  สร้างรายได้สะพัดกันไม่น้อย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ปัจจุบันได้ยกเลิกการปิดถนนไปเสียแล้ว เพราะมีผู้ไม่หวังดีถ่ายภาพหลุดของบรรดาวัยรุ่นสาวน้อย ที่บ่อยครั้งสนุกจนลืมสำรวม ไปเผยแพร่ในนิตยสารบ้าง วิดีโอบ้าง ทางการกรุงโตเกียวจึงต้องยกเลิกการปิดถนนไปอย่างเสียดาย คงเหลือพวกใจรักจริงแค่บางส่วน ยังคงปักหลักโชว์กันทุกสัปดาห์ บริเวณด้านในของสวนสาธารณะโยโยหงิ(Yoyogi Park) และตรงแถวสะพานJingu-Bashi ใครมีโอกาสผ่านไปในวันอาทิตย์อย่าลืมแวะไปชม อาจเห็นพวกรุ่นเดียวกับผม เต้นอยู่อย่างไม่อาย ท้าทายสายตาของคุณๆอยู่ก็เป็นได้


วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 21


โตเกียว เทรนด์ดี 21
          ก่อนอื่นต้องขออนุญาติแก้ไขข้อมูลของตอนที่19 เรื่องร้านEDWIN นิดนึงครับ เพราะเพิ่งจะกลับมาจากการพาทีมงานไปถ่ายรายการโทรทัศน์ที่โตเกียว พอดีได้มีโอกาสนั่งรถเมล์จากย่านชินจูกุไปยังย่านชิบุยะโดยวิ่งตามถนนเมจิลงไป และตอนที่ผ่านแถวย่านฮาราจูกุ ก็เหลือบไปเห็นว่า ร้านEDWINนั้นได้ย้ายจากฝั่งเดิม มาอยู่ฝั่งเดียวกันกับร้านUTเป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนญี่ปุ่นไปเสียแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมาขอแก้ไขข้อมูลเพื่อความถูกต้องครับ
                กลับมาที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 กันต่อ ถัดจากตึกLaforetขึ้นไปอีกหน่อย คุณจะพบกับตึกสูงรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ดูสะอาดตาด้วยกระจกและบางส่วนของผนังสีขาว ตึกนี้มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Ice Cubes Building ซึ่งป็นที่ตั้งของร้าน H&M แบรนด์ค้าปลีกเสื้อผ้าแฟชั่น(Speciality Clothing Retailer)จากสวีเดน ที่มียอดขายรวมทั้งโลกเป็นอันคับ3 จะเป็นรองก็เพียงแค่ ZARAที่อยู่อันดับ2 และอันดับ1อย่างGAP เท่านั้นเอง
H&Mถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศสวีเดนในปี1947 โดยขายเฉพาะเสื้อผ้าสุภาพสตรีโดยใช้ชื่อว่า Hennes หรือ Hers ในภาษาอังกฤษนั่นเอง หลังจากนั้นอีก20ปี คุณ Erling Persson เจ้าของHennes ได้เปิดร้าน Mauritz Widforss ในกรุงสต๊อกโฮล์ม สำหรับคุณผู้ชายที่ชื่นชอบการเดินป่าและล่าสัตว์ รวมถึงเสื้อผ้าสุภาพบุรุษด้วย และได้เปลี่ยนชื่อร้านเดิมและร้านใหม่นี้เป็นร้าน Hennes & Mauritz แล้วคงเหลือแต่เพียงตัวย่อ H&Mในท้ายที่สุด ปัจจุบัน H&M มีสาขาทั่วโลกถึงกว่า1,800สาขา ใน34ประเทศ จำหน่ายเสื้อผ้าและสินค้าแฟชั่นตามฤดูกาลแบบมาเร็วขายเร็วหมดเร็ว ใครเห็นแล้วถ้าชอบใจขอให้ซื้อทันทีอย่าได้นิ่งนอนใจ เพราะร้านแนวนี้จะเหมือนกันหมดคือ หมดแล้วหมดเลยอย่าหวังว่าจะผลิตอีกเพราะมีสินค้าของฤดูกาลถัดไปมารอจ่อคิวกันอีกเพียบ
H&Mมาบุกญี่ปุ่นในเดือนกันยายนปี2008 และแน่นอนว่าพื้นที่เป้าหมายของทุกแบรนด์ระดับโลกก็คือ ย่านกินซ่า แหล่งช้อปปิ้งสินค้าชั้นดีมีระดับของกรุงโตเกียว สาขาแรกนี้ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของH&Mเป็นอย่างยิ่ง เพราะวันแรกที่เปิดให้บริการมีหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นมาต่อคิวกันยาวเหยียด จากหน้าร้านที่กินซ่าบล็อก7ยาวไปจนสุดบล็อก8
และในอีก2เดือนถัดมาFlagship Store แห่งที่2 ของญี่ปุ่นที่ย่านฮาราจูกุ ก็เปิดในวันที่8 เดือนพฤศจิกายน ปี2008 ถึงแม้จะเปิดทีหลังแต่ก็ดังกว่าและแรงกว่าตอนเปิดสาขาแรกที่กินซ่า เพราะไปจับไม้จับมือกับดีไซน์เนอร์ระดับตำนานอย่าง Rei Kawakubo แห่ง Comme de Garcons มาออกแบบคอลเลคชั่นพิเศษสำหรับการเปิดสาขาชิบุยะให้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้น ตั้งแต่คืนวันอังคารที่4 พฤศจิกายน มีสาวกของ Comme de Garcons มานอนคอยการเปิดร้านตั้งแต่2ทุ่ม และหลังจากนั้นก็แฟนๆก็ทยอยกันมานอนรอและต่อคิวกันอีกเป็นจำนวนนับพัน เพื่อจะเป็นคนแรกๆที่ได้เข้าไปเลือกสินค้าถูกใจและมีจำนวนจำกัดก่อนใครๆ ปรากฏว่าในเช้าวันเสาร์ที่8 พฤศจิกายน มีผู้คนมาต่อคิวเข้าร้านH&M ยาวจากหน้าร้านผ่านตึกLaforetไปถึงสี่แยกฮาราจูกุและหักเลี้ยวไปยังถนนโอโมเทะซันโดโดยมีท้ายแถวอยู่เลยสถานีรถไฟ JR Harajukuขึ้นไปอีก ประมาณการว่ามีคนมารอถึงกว่า2,500คนเลยทีเดียวครับ แต่เท่านี้ยังไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะคนญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องการอดทนเข้าคิวอยู่แล้ว แต่ในวันนั้นซึ่งเป็นปลายฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะเข้าสู่ฤดูหนาว อุณหภูมิก็คงราวๆ10องศา กลับมีฝนตกลงมาทำให้อากาศยิ่งหนาวยะเยียบขึ้นอีก แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ทำให้แฟนตัวจริงย่อท้อแม้แต่น้อย จึงทำให้เราได้เห็นภาพผู้คนใส่เสื้อกันหนาวกางร่มยืนเป็นแถวยาวอย่างมีระเบียบ เพื่อที่จะได้มีโอกาสเป็นเจ้าของสินค้าชิ้นโปรดก่อนใคร ซึ่งเรื่องแบบนี้คงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นแน่
และล่าสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา H&Mสาขาชิบุยะก็ได้เปิดให้บริการเป็นแห่งที่3ของกรุงโตเกียว  ถึงจะเปิดมาแล้ว2แห่ง แต่ตอนสายของวันเสาร์นั้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะยังไม่ค่อยมีวัยรุ่นมาเดินกันเท่าไหร่นัก กลับมีวัยรุ่นมาต่อคิวยาวจากเซนเตอร์ไกใจกลางย่านชิบุยะไหลออกมาที่ถนนบุงกะมูระ(Bunkamura Dori) เห็นแบบนี้แล้วดีใจแทนครับ ถึงเศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ประชาชนก็ยังออกมาจับจ่ายใช้สอย ผิดกับบ้านเราที่พอกำลังจะเริ่มไปได้ดี ก็มีอันต้องสะดุดทุกครั้งไป ดูอย่างญี่ปุ่นสิครับ เค้าสามารถเปลี่ยนขั้วอำนาจการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เพราะถ้าประชาชนไม่พอใจเค้าก็ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือครับ
               

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 20

โตเกียว เทรนด์ดี 20
          สัปดาห์นี้พาคุณผู้อ่านเดินมาจนถึงฮาราจูกุเสียที แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยคงสงสัยว่า ไม่เห็นจะเป็นอย่างที่คิดไว้  ไม่เห็นมีเด็กวัยรุ่นแต่งตัวแปลกๆ ไม่เห็นมีซอยแน่นๆคนเดินเบียดกัน เหมือนที่เห็นในนิตยสารหรือรายการโทรทัศน์เลย อย่าเพิ่งใจร้อนครับ เพราะว่าผมค่อยๆพาคุณเดินมาจากชิบุยะ จะได้เห็นอะไรต่อมิอะไรครบไม่ตกหล่น ภาพของย่านฮาราจูกุที่คุณๆคุ้นเคยนั้นอยู่คนละด้านกับที่ผมพามา ฮาราจูกุแถบที่คุณๆคุ้นกันนั้นอยู่ฝั่งสถานีรถไฟJR ที่ติดกับทางเข้าศาลเจ้าเมจิ  พอออกจากสถานีมาก็จะเจอกับถนนทาเคชิตะ (Takeshita-Dori) ตรงนั้นแหละครับถนนแน่นๆที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนไป แต่เชื่อมั้ยครับว่า เอาเข้าจริงๆแล้วบนถนนเส้นนั้นกลับซื้ออะไรไม่ค่อยจะได้ ถ้ายังไม่ลืม ผมเคยให้ข้อมูลไว้ว่าย่านฮาราจูกุ โดยเฉพาะที่ถนนทาเคชิตะนี้เป็นย่านของเด็กมัธยมต้น ข้าวของที่วางขายอยู่บนถนนเส้นนี้ก็เลยตอบโจทย์ของน้องๆมัธยมไปกว่าครึ่ง รุ่นโตขึ้นไปหน่อยก็อาจจะหาเสื้อผ้าได้บ้างแต่ยากสักนิด ยิ่งรุ่นใหญ่แล้วละก็ลืมไปได้เลยครับ ร้านที่พอจะให้เสียเงินเสียทองได้ก็คงจะมีแค่ ร้านDAISO เจ้าพ่อร้าน100เยนอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นเท่านั้นแหละครับ
แต่ขึ้นชื่อว่าฮาราจูกุแล้ว ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง เพราะเมื่อเดินจากย่านชิบุยะเรื่อยมาตามถนนเมจิจนถึงสี่แยกที่เป็นจุดตัดระหว่างถนนเมจิกับถนนโอโมเทะซันโดแล้ว คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยที่ไม่สามารถบรรยายได้หากไม่ได้ไปเห็นด้วยตา เพราะถ้าคุณไปยืนตรงกลางสี่แยกแล้ว ผมเชื่อว่าคุณจะต้องลำบากในการตัดสินใจว่าจะเลือกไปในทิศทางไหน มองไปข้างหน้าก็น่าเดิน มองไปทางซ้ายก็น่าไป มองไปทางขวาก็น่าลอง เอ! แล้วจะเดินอย่างไรให้มันทั่วละเนี่ย 
เอาอย่างนี้ครับ มาปูพื้นฐานกันก่อนดีกว่า พื้นที่ตรงที่เรียกว่าฮาราจูกุนี้ ตั้งอยู่ในแขวงจิงกูมาเอะ (Jingumae)ของเขตชิบุยะครับ จิงกู(Jingu)แปลว่าศาลเจ้า มาเอะ(mae)แปลว่าด้านหน้า แปลรวมกันก็คือพื้นที่ด้านหน้าศาลเจ้า เพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจินั่นเอง  ในแขวงจิงกูมาเอะนั้นแบ่งย่อยๆออกเป็น 6บล็อกด้วยกัน โดยมีถนนเมจิผ่ากลางย่านฮาราจูกุตามแนวตั้ง และมีถนนโอโมเทะซันโดตัดขวางกลางย่านฮาราจูกุอีกเช่นกัน ทำให้แบ่งย่านฮาราจูกุออกเป็น4ส่วน โดยมีสี่แยกฮาราจูกุนี้แหละครับเป็นศูนย์กลาง ส่วนแรกเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของแขวงนี้คือ จิงกูมาเอะ บล็อก1 (Jingumae 1) คือพื้นที่ส่วนที่อยู่ติดกับศาลเจ้าเมจิมากที่สุด กินอาณาบริเวณระหว่างด้านหน้าสถานีรถไฟJR กับฝั่งซ้ายของถนนเมจิ และมาสุดด้านล่างที่ถนนโอโมเทะซันโด  ส่วนพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบล็อก1 ระหว่างถนนเมจิฝั่งขวาไล่ลงมาชนกับถนนโอโมเทะซันโดที่ด้านล่างก็เป็น จิงกูมาเอะ บล็อก 2 จนถึงบล็อก4 (Jingumae 2,3,4) และพื้นที่ฝั่งด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดลงมาก็จะเป็นจิงกูมาเอะ บล็อก5 (Jingumae 5)ทางด้านขวาของถนนเมจิ และบล็อก6 (Jingumae 6)ทางฝั่งซ้ายซ้ายของถนนเมจิ  พอคุณผู้อ่านเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ทีนี้จะเดินให้ทั่วย่านฮาราจูกุก็ไม่ยาก จะไปไหนก็ให้ยึดสี่แยกฮาราจูกุเป็นหลัก  ถ้าติดตามกันมาตลอด คงจำกันได้ว่า 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้พาคุณผู้อ่านเดินผ่านร้านรวงทั้งหลายตั้งแต่Paul Smith ไล่เรียงขึ้นมาจนถึงร้านUT ก็อยู่ในพื้นที่ของจิงกูมาเอะ บล็อก5 และบล็อก6 ทางด้านใต้ของถนนโอโมเทะซันโดนั่นเองครับ
วันนี้เอาเฉพาะตรงสี่แยกนี้ก็ไปไหนต่อไม่ไหวแล้วครับ เริ่มกำหนดตำแหน่งกันก่อน ถ้าคุณยืนอยู่ตรงกลางสี่แยกให้หันหน้าไปทางตึกLaforet และตึกGAP  ซ้ายมือและขวามือของคุณก็จะเป็นถนนโอโมเทะซันโด ส่วนด้านหน้าและด้านหลังของคุณคือถนนเมจิ  เราจะเริ่มต้นตระเวณสำรวจกันที่ จิงกูมาเอะ บล็อก1 ซึ่งก็คือพื้นที่ทางด้านหน้าฝั่งซ้ายมือของคุณทั้งหมด โดยมีตึกLaforet เป็นจุดเริ่มต้น  ถ้าตึกSHIBUYA 109 เป็นสัญลักษณ์ของย่านชิบุยะ ตึกLaforet ก็คือแลนด์มาร์คของย่านฮาราจูกุครับ ที่นี่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี1978 เป็นศูนย์รวมแฟชั่นวัยรุ่นที่นำและล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงโตเกียว บนอาคารสูง6ชั้นและชั้นใต้ดินอีก3ชั้น อัดแน่นไปด้วยเทรนด์แฟชั่นผ่านร้านเสื้อผ้ากว่า120ร้าน เกือบจะทั้งหมดเป็นแฟชั่นของคุณสุภาพสตรีมีของคุณสุภาพบุรุษบ้างพอให้ไม่เหงา และส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์ท้องถิ่น  ซื้อกลับมาแล้วไม่ต้องกลัวใส่ชนกับใคร เพราะเดินตึกนี้ทีไรไม่ค่อยเจอคนไทยมากนัก อาจเป็นเพราะรอบข้างและใกล้เคียง มีร้านรวงให้เดินกันไม่หวาดไม่ไหว  ร้านเด่นดังคู่ตึกLaforet และเป็นที่รู้จักของนักช้อปชาวไทยคงหนีไม่พ้นร้านTOPSHOP / TOPMAN  จากแดนผู้ดี ที่ตอนนี้ก็มีมาเปิดที่Central World บ้านเราด้วยเช่นกัน แต่ที่ฮาราจูกุนี้มีของให้เลือกมากกว่าและคัดของมาได้โดนใจกว่า โดยเฉพาะเสื้อยืดของที่นี่ลายเค้าเฉียบเหลือรับประทาน  ส่วนคุณสาวๆที่เป็นแฟนประจำของคุณ Kate Moss อย่ารอเฉย สมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าไปหยิบฉวยคอลเล็คชั่นล่าสุดของเธอมาไว้ในครอบครอง โดยเฉพาะรุ่น Limited Edition ที่คุณจะสวยได้แบบมั่นใจว่าไปงานไหนไม่มีชนแน่นอน
 แค่เดินในตึกLaforetเพียงแห่งเดียว  คุณอาจจะต้องรีบกลับโรงแรมก่อนกำหนด เพราะถ้าหากยังฝืนเดินต่อไป คงจะไม่มีมือให้ถือของได้อีกเลย

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 19


โตเกียว เทรนด์ดี 19
          ถ้าลายเส้นหลากสี(Multi Color)บ่งบอกถึงความเป็นPaul Smith  ลายเส้นดำตัดขวางบนสีเบจใครเห็นก็ต้องทราบว่านี่คือเอกลักษณ์ของแบรนด์ผู้ดีจากอังกฤษ BURBERRYนั่นเอง แต่จะบุกตลาดญี่ปุ่นทั้งทีต้องมีดีกว่า ก็เลยเข็น BURBERRY BLUE LABEL สำหรับสาวนุ่ม และBURBERRY BLACK LABEL สำหรับหนุ่มมั่น โดยลดดีกรีความเป็นผู้ดีลงแล้วเติมความอ่อนเยาว์เข้าไปแต่ยังไม่ทิ้งความเนี้ยบของการตัดเย็บ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ ที่แฟนพันธุ์แท้รุ่นใหญ่ของ BURBERRYต้องหวั่นไหวว่ายังอยากจะอนุรักษ์แบบดั้งเดิมไว้ หรือจะปันใจให้โลดแล่นไปกับเทรนด์ใหม่วัยมัน และที่สำคัญปรากฏการณ์นี้มีให้คุณเห็นเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น ถ้าไม่อยากตกเทรนด์ ต้องแวะไปที่ร้านBURBERRY BLUE LABELอยู่ติดกับร้าน Paul Smith บนถนนเมจิ และร้าน BURBERRY BLACK LABELที่อยู่ในCat Street ด้านหลังของร้านBLUE LABEL หรือสาขาอื่นๆอีกมากทั่วญี่ปุ่น
จากหน้าร้าน Paul Smithเดินตามถนนเมจิขึ้นไปเเรื่อยๆ ถ้าคุณลองสังเกตุจะพบว่าร้านรวงเริ่มหนาแน่นขึ้น แบรนด์คุ้นตาก็เริ่มเยอะขึ้น เพราะอีกไม่ไกลก็จะถึงเขตแดนของฮาราจูกุตรงถนนโอโมเทะซันโดตัดกับถนนเมจิแล้ว จะแวะเข้าร้านไหนหรือไม่ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบและรสนิยมส่วนตัว แต่ที่ไม่ควรผ่านเลยไปก็คือร้านTKของดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่นชื่อดัง Takeo Kikuchi ที่เน้นเสื้อผ้าStreet Casual ออกแนวกบฎเล็กๆ ถึงจะเป็นเสื้อผ้าแบบใส่ง่าย แต่ก็มากด้วยรายละเอียด สมศักดิ์ศรีดีกรีนักออกแบบแฟชั่น โดยเฉพาะคนรักเครื่องแบบ คงถูกใจเสื้อผ้าแนวทหารที่ไล่เรียงตั้งแต่หมวกลงมาถึงบู้ท ส่วนคนชอบเสื้อยืดอย่างผม อดจะคว้าเสื้อยืดลายการ์ตูนจอมโจรลูแปง (Arsene Lupin) ที่หาได้เฉพาะที่ร้านTK มาใส่รำลึกความหลังไม่ได้
สำหรับบรรดาสาวกยีนส์ คงต้องเข้านอกออกร้านบ่อยกว่าใคร เพราะฝั่งตรงข้ามกับร้านTK คุณสาวๆคงจดๆจ้องๆ MISS SIXTYเอาไว้อยู่นานแล้ว ข้ามไปดูซะหน่อยปล่อยให้หนุ่มๆเค้าเพลินอยู่ในร้านTK อีกซักพัก เดี๋ยวค่อยแวะมารับ หรือจะข้ามไปด้วยกันแล้วให้คุณผู้ชายป้วนเปี้ยนกับแบรนด์ENERGIE ที่อยู่ในร้านเดียวกันไปพลางๆก็สมประโยชน์ดี  เสร็จจากนี้เดินขึ้นไปอีกหน่อย  เจ้าของโลโก้สายรุ้งคู่ GAS JEANS รอให้คุณเข้าไปสำรวจตรวจเทรนด์ และโปรดเผื่อใจไว้ซักนิด เพราะหลายคนหลวมตัวตกหลุมรักยีนส์มีระดับกันมานักต่อนักแล้ว ส่วนใครที่เป็นแฟนตัวจริงของยีนส์ระดับตำนานอย่างLevi’s ต้องแวะไปให้ได้ที่ร้าน The Original Levi’s Store ใครกำลังตามหาLevi’sรุ่นหายาก แตกต่างจากรุ่นดาษดื่นที่มีอยู่ในเมืองไทยต้องไปชม และเชื่อขนมกินได้เลยว่า ถ้าพี่รักLevi’sจริง พี่ต้องพาน้องกลับไปไม่ตัวก็สองตัว
 ส่วนท่านที่เบื่อยีนส์ฝรั่ง  EDWIN ยีนส์สัญชาติญี่ปุ่นที่สามารถต่อกรกับยีนส์ต่างชาติได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ  ตั้งอยู่เลยขึ้นไปใกล้กับสี่แยก อันที่จริงยีนส์ EDWIN นี้หาได้ง่าย มีขายอยู่ทั่วไปตามร้านค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งในOutlet  แต่เฉพาะที่ร้านนี้ มีรุ่นLimited ที่หาไม่ได้ในร้านทั่วไป รอให้คุณสอยมาเท่ได้ไม่ซ้ำเพื่อน แต่ราคาจะโดดจากรุ่นธรรมดาเกือบเท่าตัว  อย่างเช่นรุ่นเบสิค503 ราคาอยู่ที่ 9,450เยน แต่พอเป็นรุ่นฉลอง25ปีTransformer ที่มีกระดุมและป้ายเป็นตราสัญลักษณ์Decepticon นั้น ราคาจะเขยิบไปที่15,750เยน และหากใครที่เป็นสาวกของOnitsuka Tigerแล้วละก็ ต้องตามล่าหายีนส์EDWIN รุ่นสมานฉันท์กับOnitsuka Tiger มาครอบครองให้จงได้ รุ่นนี้มีจุดสังเกตุที่รอยปักสัญลักษณ์รูปเสือยืนบิดอยู่ตรงกระเป๋าเล็กด้านหน้าขวา  ป้ายหนังสีน้ำตาลแดงปั๊มรูปหัวเสือวางคู่กับโลโก้เจ้าภาพทั้งคู่ ที่ด้านหลัง  สกรีนโลโก้เจ้าภาพสีขาวบริเวณขอบเอวด้านใน  พิมพ์สัญลักษณ์รูปเสือกับโลโก้ของOnitsuka Tigerบนซับในกระเป๋าหน้าคนละข้าง  และกระดุมต้องสีแดง มูลค่าอยู่ที่16,800เยน ถ้าไม่มีไว้ในครอบครอง พูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นสาวกตัวจริงครับ
ฝั่งตรงข้ามกับร้านEDWINเป็นร้านที่มิควรพลาดอย่างที่สุดก็คือร้าน UT หรือ Uniqlo T-shirt ที่เคยเขียนถึงไปครั้งนึง สาวกเสื้อยืดห้ามพลาดร้านนี้เด็ดขาด เพราะแค่เลือกลายก็ลานตาแล้ว ร้านนี้เป็นFlagship Store ของUTเลยครับ การจัดร้านแนวมาก เสื้อยืดมีให้เลือกทั้งแบบที่แขวนอยู่บนราวหรือจะเลือกแบบพิเศษบรรจุในกระป๋องพลาสติคใสเหมาะจะให้เป็นของฝากอย่างมีสไตล์ แต่โปรดระมัดระวังเรื่องขนาดให้ดี เพราะเสื้อยืดแต่ละรุ่นแต่ละลาย ที่ป้ายบอกขนาดเดียวกัน แต่ขนาดอาจต่างกันกับอีกลายก็เป็นได้ เพราะผมเคยเจอมาแล้ว ปกติผมจะใส่ไซส์ L แต่บางรุ่นหยิบไซส์ L มาโดยไม่ได้ดูให้ดี ดันเป็นแบบSlim Fitเข้ารูป ใส่ออกมาแล้วเป็นพี่โหน่งสามช่า ฮาไม่ออกเลยครับ

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

Tokyo Trendy 18


โตเกียว เทรนด์ดี 18
          จากหน้าร้าน 45rpm เดินขึ้นไปอีกหน่อยจะเจอทางแยกเข้าซอย ให้เดินข้ามทางแยกนี้ขึ้นไปตามถนนเมจิ ก็จะพบกับร้านPaul Smith แบรนด์เก๋ๆเท่ๆจากเกาะอังกฤษ โดดเด่นด้วยลายเส้นหลากสี (Multi Strips) ที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาลุยตลาดญี่ปุ่น จนเป็นที่นิยมของหนุ่มสาวชาวอาทิตย์อุทัยไปทั่วเกาะ และสามารถลงหลักปักฐานขยายสาขาทั่วญี่ปุ่นไปแล้วถึง200กว่าสาขา และมีแบรนด์ย่อยแยกตามกลุ่มสินค้าอีกเพียบ เช่น PS Paul Smith, Paul Smith JEANS, R.NEWBOLD สำหรับคุณผู้ชาย หรือ Paul Smith BLACK, Pual by Paul Smith (Paul x) สำหรับคุณผู้หญิง เวลาจะเข้าร้านโปรดสังเกตุแบรนด์หรือป้ายหน้าร้านนิดนึงนะครับว่าเป็นของคุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิง เพราะหลายท่านพลาดมาเยอะแล้ว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าทุกร้านจะมีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง          
ร้านPaul Smith บนถนนเมจินี้เป็น Flagship Store ใครตามหาสินค้าออกใหม่รุ่นไหน มาที่นี่ไม่ค่อยผิดหวังครับ เพราะนอกจากเสื้อผ้าแล้ว องค์ประกอบความงามความหล่อก็ครบไลน์ ทั้ง รองเท้า กระเป๋า แว่นตา น้ำหอม ไม่เว้นแม้กระทั่งชั้นใน เรียกว่าถ้าเป็นสาวกแล้วละก็ ใส่Paul Smithครบทุกชิ้น ออกจากบ้านได้ไม่อายใครเลย แต่ร้านนี้เค้ามีแต่สินค้าสำหรับคุณผู้ชายล้วนๆ ส่วนคุณผู้หญิงก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะตอนนี้ Paul Smith เค้ากำลังจะออกCollectionใหม่สำหรับ PROJECT 10 รับรองว่าได้ซื้อกันอย่างหนำใจแน่ แต่ต้องเป็นแฟนกระโปรงสั้นเท่านั้นนะครับ  เพราะProject 10 ครั้งที่2นี้ เค้าออกแบบมาสำหรับสาวขาเรียวโดยเฉพาะ เป็นกระโปรงสั้น(Mini Skirt) พิมพ์ลายแตกต่างกันถึง 64ลาย แต่จำกัดเพียงลายละ10ตัวเท่านั้น ใครถึงก่อนมีสิทธิก่อน แล้วอย่างนี้คุณสาวๆขาสวยจะพลาดได้อย่างไร
                PROJECT 10  เป็นโครงการพิเศษของ Paul Smith ที่จะออกสินค้าที่จำกัดจำนวน(Limited Edition) แต่มีความพิเศษตรงที่สินค้าแต่ละชนิดจะมีลวดลายหลากหลาย แต่ละลวดลายจะจำกัดการผลิตเพียงแค่10ชิ้นเท่านั้น สินค้าแต่ละชิ้นจะมีหมายเลขลำดับ1-10 และจะถูกกำหนดให้วางขายเพียงแค่สาขาเดียวลายเดียวเท่านั้น     PROJECT 10 โครงการแรกเป็นกระเป๋าสะพายสำหรับคุณผู้ชายเรียกว่า PROJECT 10:BAG มีลวดลายทั้งสิ้น138ลาย ทยอยวางจำหน่ายสัปดาห์ละ10ลาย เริ่มตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมเองก็มีโอกาสได้ครอบครองมา1ใบ จากห้างไดมารุ สาขาชินไซบาชิที่โอซาก้า ตอนเห็นครั้งแรกที่เกียวโต ลายมันยังไม่ค่อนโดน แต่พอมาเจอที่โอซาก้านี่ใช่เลยครับ ปิ๊งแต่ไกลเพราะดูยังไงก็Paul Smith แต่เสียดายที่ได้หมายเลข 5 ถ้าไปเร็วกว่านี้อาจได้เลขสวยๆอย่างหมายเลข 1  7 หรือ 8 ก็ได้   โดยเฉพาะหมายเลข 7 นี่คนญี่ปุ่นนิยมกันมากเพราะเป็นลัคกี้นัมเบอร์ของเค้าเลย แต่ถ้าเป็นเลข 4  นี่ไม่ค่อยดีครับ เพราะเลข 4ในภาษาญี่ปุ่นอ่านว่าชิ บังเอิญไปพ้องเสียงกับคำว่าชิ อีกคำที่แปลว่าตาย กระเป๋าที่มีหมายเลข 4 จึงมักจะเหลือเป็นใบท้ายๆเสมอ
หลังจากที่ประสบความสำเร็จจากกระเป๋าของคุณผู้ชาย ใบไม้ร่วงปีนี้Paul Smith ก็ได้ฤกษ์เข็นโครงการที่2 มาให้สาวเปรี้ยวได้นุ่งสั้นท้าลมหนาวกัน PROJECT 10:MINI SKIRT กระโปรงสั้นพิมพ์ลายจะเริ่มทยอยวางจำหน่ายวันแรกในวันที่9ตุลาคมนี้ โดยจะมีลวดลายทั้งสิ้น64ลาย ในโตเกียวจะมีเพียงแค่15ลายและวางจำหน่ายในร้าน Pual by Paul Smith (Paul x) 13สาขาเท่านั้น ที่ใกล้ที่สุดก็ที่ห้างเซย์บุสาขาชิบุยะ และPaul Smith SPACE ย่านโอโมเทะซันโด แต่อย่าไปวันพุธนะครับเพราะเป็นวันหยุด หรือที่สาขาไดคันยามะ ซึ่งพิเศษกว่าสาขาที่อื่นตรงที่จะมีลายให้เลือกมากถึง3ลายและที่นี่เค้าปิดวันอังคาร  ส่วนย่านอื่นๆก็ยังมีที่
ห้างอิเซตันสาขาชินจูกุ  ห้างทาคาชิมายะสาขาชินจูกุและสาขาทามะงาว่า  ห้างมิตสุโกชิสาขากินซ่าและสาขา
นิฮอมบาชิ  ห้างฮังคิวสาขายูรัคโจ  ห้างไดมารุสาขามารุโนะอุจิ  ห้างโทบุสาขาอิเคะบุคุโร  ห้างเซย์บุสาขาอิเคะบุคุโระ และห้างแกรนด์ดูโอสาขาทาจิคาวะ แต่จำให้ขึ้นใจ ใครชอบลายไหนต้องไปสาขาที่มีลายนั้น เค้าไม่มีการขายข้ามสาขา
นอกจาก Flagship Store บนถนนเมจิแล้ว ในCat Street ก็ยังมีร้าน Paul Smith JEANS และR.NEWBOLD อีกด้วย ถ้าอยากลองแวะไปดู ก็แค่เดินออกจากร้าน Paul Smith แล้วก็เลี้ยวขวาไปตามถนนเมจิ จะเจอซอยแรก ก็สามารถเชื่อมไปCat Streetได้เลย เดินเข้าซอยนี้ไปนิดนึงแล้วเลี้ยวซ้ายไปหน่อยก็จะเจอทั้ง2ร้านตั้งอยู่เยื้องๆกัน